ร้อยเรื่องราว…น้ำ

ความรู้การบริหารจัดการน้ำ-สำนักชลประทานที่3

Archive for the ‘สุขภาพ’ Category

คลายจุดกดเจ็บ บ่าไหล่วัย”คลิก”

leave a comment »

อาการ ฮิตที่มาพร้อมโลกยุคอินเตอร์เน็ต คงหนีไม่พ้นอาการปวดกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบ่าและไหล่ ที่เกิดกับผู้คนวัย “คลิก” ทั้งหลาย ไม่ว่าเด็ก หรือผู้ใหญ่วัยทำงาน

นางผกาภรณ์ พู่เจริญ คณบดีคณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) กล่าวถึงพฤติกรรมของคนยุคปัจจุบันมีอาการปวดกล้ามเนื้อและพังผืดเนื่องมาจาก การใช้ท่าทางที่ผิดปกติ ใช้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นติดต่อกันเป็นเวลานาน

กล้าม เนื้อที่มีปัญหามากที่สุดคือกล้ามเนื้อที่ ทำหน้าที่ควบคุมท่าทาง หรือกล้ามเนื้อบริเวณ บ่าและไหล่ พบมากที่สุดในช่วงวัยทำงานโดยเฉพาะการทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์นานๆ ส่วนใหญ่พบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย

อาการพบจะเริ่มจากอาการปวดเมื่อย ล้าเป็นเวลานาน ลักษณะการปวดจะปวดตื้อๆ หรืออาจมีอาการปวดลึกๆ และมีอาการปวดร้าวไปยังบริเวณอื่นร่วมด้วย โดยอาจจะปวดบริเวณบ่าและปวดร้าวไปที่แขนและมือ ช่วงเวลาที่ปวดอาจจะปวดเฉพาะเวลาทำงานหรือปวดตลอดเวลา และจะขยายไปสู่การปวดที่รุนแรงมากจนเคลื่อนไหวร่างกายส่วนนั้นไม่ได้

การ รักษาต้องใช้ความร้อนเข้ามาช่วย โดยใช้กระเป๋าน้ำร้อนบริเวณกล้ามเนื้อที่มีอาการปวดประมาณ 15-20 นาที ให้รู้สึกอุ่นถึงร้อนแต่ไม่ควรร้อนจัดเกินไป หรือเวลาอาบน้ำใช้น้ำอุ่นฉีดบริเวณที่มีอาการปวด

ส่วนการบำบัดอีก วิธีคือการนวด แต่ไม่ควรนวดแรงจนเกินไป การนวดจะกระตุ้นตัวรับประสาทที่ผิวหนัง ทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว ช่วยยืดเนื้อเยื่อหรือใยกล้ามเนื้อที่มีการติดยึดและ ช่วยคลายจุดกดเจ็บ ช่วยการไหลเวียนของเลือดและน้ำเหลืองให้ดีขึ้น ทำให้ของเสียที่คั่งค้าง ออกจากบริเวณที่มีปัญหา

การ นวดยังกระตุ้นให้มีการหลั่งสารเอนโดร ฟินทำให้อาการปวดหลังลดลงได้ สำหรับการยืดกล้ามเนื้อสามารถลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อเพื่อให้ผ่อนคลาย มากขึ้น เป็นการเพิ่มช่วงการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อและข้อต่อ ป้องกันและลดการเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ อีกทั้งยังทำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น

การยืดกล้ามเนื้อเพื่อให้ อาการปวดกล้ามเนื้อมีอาการดีขึ้น เริ่มจากต้องยืดกล้ามเนื้อขณะที่ผ่อนคลาย ยืดอย่างนุ่มนวล จนรู้สึกตึงหรือเจ็บพอทนได้ ค้างไว้ประมาณ 10-30 วินาที ทำซ้ำ 5-10 ครั้ง หลังจากยืดความตึงจะรู้สึกคลายลง ทำซ้ำจนรู้สึก ว่าช่วงการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อดีขึ้นและเป็นปกติ

แม้ว่าการรักษา จะทำให้อาการปวดกล้ามเนื้อดีขึ้นจนเป็น ปกติแล้วก็ตาม แต่การทำงานหรืออยู่ในท่านั้นๆ นานๆ อาจส่งผลให้อาการปวดกล้ามเนื้อกลับมาปวดได้อีก จึงต้องระมัดระวังการทำงานที่ต้องอยู่ในท่านั้นๆ เป็นเวลานาน สิ่งสำคัญต้องรู้จักพักและผ่อนคลายกล้ามเนื้อเป็นระยะๆ ถือเป็นการป้องกันไม่ให้อาการปวดกลับมาอีก

นอก จากผู้ใหญ่แล้ว ในช่วงปิดเทอมเด็กๆ อาจจะนั่งใช้คอมพิวเตอร์นานๆ ทำให้มีอาการปวดนิ้ว นิ้วแข็ง มือเกร็ง และอาจมีอาการปวดหลัง ปวดเอว ปวดคอ ปวดแขน ตามมาได้

ดร.เจย์ สัน ลี ไคโรแพรกเตอร์ชาวเกาหลี ประจำคลินิกกายภาพบำบัดดีสปายน์ ไคโรแพรกติก บอกว่า การห้ามเด็กๆ เล่นเกมหรือใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ ในยุคดิจิตอลนี้คงเป็นเรื่องยาก เพราะมองไปทางไหนก็มีแต่เกม และอะไรๆ เดี๋ยวนี้ก็ต้องใช้คอมพิวเตอร์ทั้งนั้น เพราะเหตุนี้จึงทำให้เด็กจำนวนไม่น้อยมีปัญหาและอาการปวดนิ้ว นิ้วแข็ง มือเกร็ง ทำให้เขียนหนังสือไม่ได้ หรือเมื่อพอเริ่มเขียนได้สักพักก็รู้สึกเครียด อารมณ์เสีย มีอาการโมโห หรือหงุดหงิด

นอกจากเด็กที่ได้รับผลกระทบจากการเล่นเกมและใช้ คอมพิวเตอร์แล้ว ผู้ใหญ่จำนวนมาก ก็ต้องประสบกับอาการปวด และปัญหาสุขภาพอื่นๆ ตามมา เช่น ปวดหลัง ปวดเอว ปวดคอ อันเนื่องมาจากการใช้คอมพิวเตอร์นานๆ โดยเฉพาะคนที่ทำงานด้านบัญชี คีย์ข้อมูล หรือต้องพิมพ์รายงานต่างๆ เป็นต้น

ดร.เจย์ สัน ลี กล่าวต่อว่า การนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์นานๆ ส่วนมากจะนั่งผิดลักษณะท่าทาง ทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยบริเวณกระดูกสันหลังส่วนคอ นอกจากนั้นยังมีการใช้เก้าอี้ ไม่ตรงกับสรีระจึงทำให้เกิดอาการปวดหลังตามมา ควรพักสายตา ยืดกล้ามเนื้อ หรือบริหารร่างกายเพื่อเป็นการป้องกันอาการปวดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดร.เจย์ สัน ลี แนะนำท่าบริหารร่างกาย เพื่อป้องกันอาการปวดจากผลกระทบของการเล่นเกมและใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ 4 ท่าดังนี้

1.ท่า บริหารและผ่อนคลายกล้ามเนื้อหลัง ท่านี้ควรให้เด็กๆ ยืนหรือนั่งให้หลังตรง แล้วเหยียดแขนทั้งสองข้างขึ้นด้านบน ประสานมือทั้งสองข้างเข้าด้วยกัน แล้วหงายมือออก

2.ท่าบริหารกล้ามเนื้อแขน ให้เหยียดแขนทั้งสองข้างออกไปข้างหน้าโดยให้มือประสานกัน

3.ท่า บริหารกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นบริเวณนิ้วมือ โดยยืดแขนออกไปข้างหน้า ให้มือชี้ลง พร้อมทั้งดัดนิ้วมือไปทางด้านหลัง ทำสลับกันทั้งซ้าย และขวา อย่างน้อย 20 วินาที

4.ท่าบริหารกล้ามเนื้อบริเวณคอ ยืนตัวตรง เอามือซ้ายจับบนศีรษะด้านขวา พร้อมโน้มคอไปทางด้านเดียวกับที่มือจับศีรษะอยู่ ทำสลับไปมา ซ้ายขวา

หาก ไม่แน่ใจว่ากล้ามเนื้อแขนและมือของเด็กๆ ที่บ้าน หรือผู้ปกครองเองมีปัญหาและได้รับผลกระทบจากการเล่นเกมและใช้คอมพิวเตอร์ หรือไม่ ตรวจเช็กระบบกล้ามเนื้อและโครงสร้างร่างกายกับโคโรแพรกเตอร์ พร้อมรับคำปรึกษาและดูแลได้ที่โทร. 0-2381-4336 http://www.chiropracticthailand.com

ขอบคุณ นสพ.ข่าวสดรายวัน

Advertisements

Written by irrigation3

มิถุนายน 18, 2010 at 09:11

เขียนใน สุขภาพ

ฟ้าทะลายโจร

leave a comment »

ฟ้าทะลายโจร
ชื่อวิทยาศาสตร์ Andrographis paniculata (Burm. F)
Wall. ex Nees
ชื่อวงศ์ ACANTHACEAE
ชื่ออื่น ๆ ฟ้า ทะลาย , น้ำลายพังพอน, หญ้ากันงู, สามสิบดี, คีปังฮี, ซีปังกี, ชวนซินเหลียน, ชวงซิมไน้ , ยากันงู, ฟ้าลาง, เมฆทะลาย, ฟ้าสะท้าน, สามสิบดี, ฉีกะฉาว, Creat, Green chireta, Kalmegh, King of bitters, Kirayat,
ส่วนที่ใช้ ส่วนเหนือดิน หรือ ใบ
ฟ้าทะลายโจร ยา ที่มีความหมายในตัวเองไม่น้อย เพราะแม้แต่ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าฟ้าประทานมาให้ปราบโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ซึ่งเปรียบเสมือน เหล่า โจรร้าย ส่วนในภาษาจีนกลาง ยาตัวนี้มีชื่ออย่างเพราะพริ้งว่า “ชวนซิเหลียน” แปลว่า “ดอกบัวอยู่ในหัวใจ” ซึ่งมีความหมายสูงส่งมาก วงการ แพทย์จีนได้ยก ฟ้าทะลายโจรขึ้นทำเนียบ เป็นยาตำราหลวงที่มีสรรพคุณโดดเด่นมากตัวหนึ่ง ที่สำคัญคือสามารถใช้เป็นยาเดี่ยวเพียงตัวเดียวก็มี ฤทธิ์แรงพอ ที่จะรักษาโรคได้ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่หาได้ยากในสมุนไพรตัวอื่น
สมุนไพร ฟ้าทะลายโจร ได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ว่าเป็นสมุนไพรที่ช่วยบรรเทาอาการหวัด และเสริมภูมิต้านทานดีกว่าการใช้ ยาปฏิชีวนะในคนที่เป็นหวัดบ่อยๆ ร้อนในบ่อยๆ เนื่องจากร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ ภูมิต้านทานอ่อนลง การรับประทานสมุนไพรฟ้าทะลายโจรจะช่วย กระตุ้น ภูมิคุ้มกัน ทำให้ไม่เป็นหวัดง่าย ร้อนในจะหายไป และสมุนไพรฟ้าทะลายโจรดีกว่ายาปฏิชีวนะ ตรงที่ไม่เกิดการง่วงนอน ไม่เกิดการดื้อยา และยัง ป้องกันตับ จากสารพิษหลายชนิด เช่น จากยาแก้ไข้พาราเซตามอล หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสม
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
เป็นไม้ล้มลุกสูง 1-2 ศอก ลำต้นสี่เหลี่ยมตั้งตรง แตกกิ่งก้านสาขามากมาย ใบเรียวกว้างประมาณ 1 ซ.ม. ดอกออกเป็นช่อเล็กๆ สีขาว มีรอบประสีม่วง แดง กลีบดอกด้านบนมี 3 หยัก ด้านล่างมี 2 หยัก ผลเป็นฝักคล้ายฝักต้อยติ่ง เมล็ดสีน้ำตาลอ่อน ต้นและใบมีรสขมมาก ส่วนที่ใช้เป็นยาคือ ราก ใบ ทั้งต้น
การปลูก ทำได้หลายวิธีได้แก่
1. แบบหว่าน สิ้นเปลืองเมล็ด ให้ผลผลิตน้อย
2. แบบโรยเมล็ดเป็นแถว ประมาณ 50-100 เมล็ด ต่อ ความยาวร่อง 1 เมตร
3. แบบหยอดหลุม ระยะระหว่างต้น 20-30 ซม. ระหว่างแถว 40 ซม. หยอดเมล็ดหลุมละ 5-10 เมล็ด
4. ปลูกโดยใช้กล้า ให้ผลผลิตต่อไร่ต่ำกว่าการปลูกโดย 3 วิธีแรก
การเก็บเกี่ยว
ช่วงที่พืชออกดอกนับตั้งแต่เริ่มออกดอกจนถึงดอกบาน 50 % เพื่อให้มีปริมาณสารสำคัญสูง ซึ่งพืชจะมีอายุประมาณ 110-150 วัน
การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว
การทำความสะอาด นำฟ้าทะลายโจรมาล้างน้ำให้สะอาดตัดให้มีความยาว 3-5 ซม. ผึ่งให้สะเด็ดน้ำ แล้วนำมาเกลี่ยบนกระด้งหรือถาดที่สะอาด
การทำให้แห้ง อบที่อุณหภูมิ 50 C. ใน 8 ชั่วโมงแรก ต่อไปใช้อุณหภูมิ 40-50 C. อบจนแห้งสนิท หรือตากแดดจนแห้งสนิท ควรคลุมภาชนะด้วยผ้าขาวบาง
สารสำคัญ
ส่วนเหนือดินฟ้าทะลายโจร มีสารสำคัญจำพวกไดเทอร์ปีนแลคโตน (diterpene lactones) หลายชนิด ได้แก่ แอนโดรกราโฟไลด์ (andrographolide) นีโอแอนโดกราโฟไลด์ (neoandrographolide) ดีออกซีแอนโดกราโฟไลด์ (deoxyandrographolide) ดีออกซีไดดีไฮโดรแอนโดรกราโฟไลด์ (deoxy-didehydroandrographolide) วัตถุดิบฟ้าทะลายโจรที่ดีควรมีปริมาณแลคโตนรวมคำนวณเป็นแอนโดรกราโฟไลด์ ไม่ต่ำกว่า 6 % ไม่ควรเก็บวัตถุดิบไว้ใช้นาน ๆ เพราะปริมาณสารสำคัญจะลดประมาณ 25 % เมื่อเก็บไว้ 1 ปี
ผลการศึกษาทางเภสัชวิทยา
การศึกษาในสัตว์ทดลองหรือในหลอดทดลอง พบว่า สารสกัดหรือสารสำคัญของฟ้าทะลายโจรมีฤทธิ์ ทางยาหลายประการ ดังนี้
1. ฤทธิ์ลดการบีบหรือหดเกร็งตัวของทางเดินอาหาร
2. ฤทธิ์ลดอาการท้องเสีย โดยทำให้การสูญเสียน้ำทางลำไส้จากสารพิษของแบคทีเรียลดลง
3. ฤทธิ์ลดไข้และต้านการอักเสบ
4. ฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกัน
5. ฤทธิ์ป้องกันตับจากสารพิษหลายชนิด เช่น จากยาแก้ไข้พาราเซทตามอล หรือเหล้า
6. ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
7. ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด
การรักษาโรค

1. รักษาอาการไข้เจ็บคอ (Pharyngotonsillitis)

ผู้ป่วยที่ได้รับยาฟ้าทะลายโจรขนาด 6 กรัม/วัน หรือพาราเซทตามอล 3 กรัม / วัน หายจากไข้ และอาการเจ็บคอได้มากกว่ากลุ่มที่ได้ฟ้าทะลายโจรขนาด 3 กรัม / วัน อย่างมีนัยสำคัญในวันที่ 3 หลังรักษา แต่ผลการรักษาไม่มีความแตกต่างกันในวันที่ 7
2. การรักษาโรคอุจจาระร่วงและบิดแบคทีเรีย (Bacilliary dysentery) ผู้
ป่วยที่ได้รับฟ้าทะลายโจรทั้งขนาด 500 มิลลิกรัม ทุก 6 ชั่วโมง และขนาด 1 กรัม ทุก 12 ชั่วโมง เทียบกับยาเตตร้าซัยคลิน พบว่า สามารถสามารถลด จำนวนอุจจาระร่วง (ทั้งความถี่และปริมาณ) และจำนวนน้ำเกลือที่ให้ทดแทนในการรักษาโรคอุจจาระและบิดแบคทีเรียได้อย่าง น่าพอใจ ลดการสูญเสียน้ำ ได้มากกว่ากลุ่มที่ได้ยาเตตร้าชัยคลิน
3. การศึกษาประสิทธิผลในการบรรเทาอาการหวัด (Common cold) ผล การทดลองให้ยาเม็ดสารสกัดฟ้าทะลายโจรที่ควบคุมให้มีปริมาณของแอนโดกราโฟไลด์ และดีออกซีแอนโดรกราไฟไลด์รวมกันไม่น้อยกว่า 5 มิลลิกรัม /เม็ด ครั้งละ 4 เม็ด วันละ 3 เวลา ในผู้ป่วยที่เป็นไข้หวัด พบว่า วันที่ 2 หลังได้รับยา ความรุนแรงของอาการอ่อนเพลีย นอนไม่หลับ เจ็บคอ น้ำมูกไหล ในกลุ่มที่ได้รับยาฟ้าทะลายโจรน้อยกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญและในวัน ที่ 4 หลังได้รับยา ความรุนแรงของทุกอาการได้แก่ อาการไอ เสมหะ น้ำมูกไหล ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดหู นอนไม่หลับ เจ็บคอ ในกลุ่มที่ได้รับยาฟ้าทะลายโจร น้อยกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ
4. แก้ไข้  กระเพาะอาหารอักเสบจากเชื้อไวรัส
ให้ฟ้าทะลายโจร ครั้งละ 3 เม็ด ก่อนอาหาร 3 เวลา
5. ไข้ไทฟอยด์
ใช้ฟ้าทะลายโจร 2 เม็ด 3 เวลา ก่อนอาหาร เป็น เวลา ๓ สัปดาห์ หลังจากนั้น ควรกินยาบำรุงฟื้นกำลังผุ้ป่วย ฟ้าทะลายโจร จะทำลายเชื้อไทฟอยด์ ที่ฝังตัว อยู่ในเนื้อเยื่อของต่อมน้ำเหลือง ในผนัง ลำไส้เล็ก ลำไส้ที่เป็นอัมพาตอยุ่เดิม ก็เริ่มทำงาน ฟ้าทะลายโจร ยังเร่งตับ ให้สร้างน้ำดี ช่วยย่อยอาหาร
6. โรคตับ
ให้ฟ้าทะลายโจร 2-3 เม็ด ก่อนอาหาร 3 เวลา และควร ให้ยาบำรุงร่วมด้วย หลังจากฟื้นไข้แล้ว
7. งูสวัด
ให้ฟ้าทะลายโจรกิน 2-3 เม็ดก่อนอาหาร 3 เวลา เป็นเวลา 3 สัปดาห์ เนื่องจากงูสวัดเป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง จะอยู่นาน 3 สัปดาห์ ถ้าให้ฟ้าทะลายโจร ครบตามเวลา งูสวัดจะไม่กลับมาเป็นอีก ส่วนตุ่ม แผลพุพอง ใช้ยาเสลดพังพอนทา หรือใช้ว่านนาคราช หรือใบจีกรนารายณ์ ตำใส่สุรา ใช้ทาหรือพอกก็ได้
8. แผลโรคเบาหวาน
ฟ้าทะลายโจร รักษาแผลอักเสบเนื่องจากเบา หวานได้ เพระาฟ้าทะลายโจร ทำไห้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง ใช้ทั้งกิน ทั้งทา
9. ริดสีดวงทวาร
ให้กินฟ้าทะลายโจร ครั้งละ 3 เม็ด ก่อนอาหาร 3 เวลา และก่อนนอน อาการเลือดออก หรือปวดถ่วงจะหายไป และ ถ่ายได้ สะดวกเป็นปกติ
10.แก้เบาหวาน
ใช้ต้นฟ้าทะลายโจร และว่านเอ็นเหลือง กระชาย ทำเป็นยาเม็ดกิน
วิธีการนำไปใช้
1.ใช้ในรูปยาต้ม โดยใช้ใบและกิ่งสดล้างสะอาด สับเป็นท่อนสั้นๆ ประมาณ 1 กำมือ ต้มกับน้ำ 10-15 นาที ดื่มก่อนอาหารวันละ 3 ครั้งแก้เจ็บคอ ใช้แก้ท้องเสีย แก้บิด ใช้ 2-3 กำมือ

2.ใช้ในรูปยาลูกกลอน โดยนำใบและกิ่งมาล้างให้สะอาดผึ่งลมให้แห้ง บดให้เป็นผง ปั้นผสมกับน้ำผึ้งเป็นเม็ดขนาดเท่าปลายนิ้วก้อย ผึ่งให้แห้ง รับประทาน ครั้งละ 3-6 เม็ด วันละ 3-4 ครั้ง ก่อนอาหารและก่อนนอน

3.ใช้ในรูปยาแคปซูล โดยใช้ผงใบและลำต้นบรรจุลงในแคปซูล ใช้รับประทานก่อนอาหารและก่อนนอน เนื่องจากฟ้าทะลายโจรมีรสขมมาก จึงนิยมใช้ในรูป ยาลูกกลอนและรูปยาแคปซูล ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรจำหน่ายในรูปยาแคปซูล

4.ใช้ในรูปยาดองเหล้า นำใบฟ้าทะลายโจรแห้งขยำให้เป็นชิ้นเล็กๆ ใส่ในขวดแก้ว แช่ด้วยเหล้าโรงพอท่วมยา ปิดฝาให้แน่น เขย่าขวดหรือคนยาวันละครั้ง เมื่อครบ 7 วัน กรองเอาแต่น้ำเก็บไว้ในขวดที่มิดชิดและสะอาด รับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนโต๊ะ วันละ 3-4 ครั้งก่อนอาหาร

5.ใช้ใบค่อนข้างแก่ประมาณ 1 กำมือ ตำผสมเกลือเล็กน้อย เติมเหล้าครึ่งถ้วยยา น้ำครึ่งช้อนชา คนให้เข้ากันดี รินเอาน้ำดื่ม กากที่เหลือใช้พอกแผล-ฝี แล้วใช้ผ้าสะอาดพันไว้

ข้อห้ามใช้ ห้ามใช้ฟ้าทะลายโจรสำหรับแก้เจ็บคอในกรณีต่าง ๆ ต่อไปนี้
1. ในผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บคอเนื่องจากติดเชื้อ Streptococcus group A
2. ในผู้ป่วยที่มีประวัติเป็นโรคไตอักเสบเนื่องจากเคยติดเชื้อ Streptococcus group A
3. ในผู้ป่วยที่มีประวัติเป็นโรคหัวใจรูห์มาติค
4. ในผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บคอเนื่องจากมีการติดเชื้อแบคทีเรีย และมีอาการรุนแรง เช่น มีตุ่มหนองในคอ มีไข้สูง หนาวสั่น
ข้อควรระวัง
1. ฟ้าทะลายโจรอาจทำให้เกิดอาการปวดท้อง ท้องเดิน ปวดเอว หรือวิงเวียนศีรษะ ใจสั่น ในผู้ป่วยบางราย หากมีอาการดังกล่าว ควรหยุดใช้ฟ้าทะลายโจร
2. หากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจทำให้แขนขามีอาการชาหรืออ่อนแรง
3. หากใช้ฟ้าทะลายโจรติดต่อกัน 3 วัน แล้วไม่หาย หรือมีอาการรุนแรงขึ้นระหว่างใช้ยา ควรหยุดใช้ และไปพบแพทย์
4. สตรีมีครรภ์ไม่ควรใช้ฟ้าทะลายโจร
5. ไม่ควรรับประทานติดต่อกันนานเกินไป เนื่องจากฟ้าทะลายโจรจะทำลายจุลินทรีย์ที่อยู่ในกระเพาะอาหารมากเกินไป .
ขนาดที่ใช้และวิธีใช้
รับประทานครั้งละ 1,500 – 3,000 มิลลิกรัม ของผงยาวันละ 4 ครั้ง หลังอาหาร 3 เวลา และก่อนนอน (จำนวนเม็ดหรือแคปซูลที่รับประทานแต่ละครั้งให้ ปรับตามขนาดของผงยาที่บรรจุในแต่ละเม็ด)

อ้างอิง
1. http://ittm.dtam.moph.go.th/product_champion/herb3.htm
2. http://www.ku.ac.th/e-magazine/february45/agri/far.html
3. http://women.sanook.com/health/herbal/herbal_43891.php
4. http://www.gpo.or.th/rdi/html/Andrographis.html
5. http://www.geocities.com/thaimedicinecm/sansilpayathai32fatalaijon.htm

Written by irrigation3

กรกฎาคม 22, 2009 at 14:20

เขียนใน สุขภาพ

เตือน! จุดอันตรายเสี่ยงติดหวัด2009

leave a comment »

ตัดวงจรไวรัสมฤตยู!

เพียง ไม่กี่เดือนหลังการระบาดครั้งแรกที่กรุงเม็กซิโกซิตี้ เมืองหลวงของประเทศเม็กซิโก เชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ชนิด เอ เอช 1 เอ็น 1 ก็ระบาดลามกระจายสู่ภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลก พร้อมคร่าชีวิตผู้คนอย่างรวดเร็ว

สำหรับ ประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุขคาดการณ์ว่า น่าจะมีคนติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่ 2009 แล้ว ถึงประมาณ 200,000 คน แต่ที่ได้รับการตรวจยืนยันผลทางห้องปฏิบัติการ และรายงานตัวเลขอย่างเป็นทางการมีประมาณกว่า 3,000 รายในขณะนี้ ขณะที่ตัวเลขการเสียชีวิต ณ วันที่ 12 ก.ค.ที่ผ่านมา อยู่ที่ 18 ราย และคาดว่านาจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นับจากนี้

จาก ข้อมูลของศูนย์ควบคุมโรคโรคสหรัฐอเมริการะบุว่า ไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ของโลกนี้ เกิดจากกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมที่มีหมูเป็นพาหะนำโรค และถูกเชื้อไวรัสไข้หวัดนก ไข้หวัดหมู และไข้หวัดใหญ่เข้าไปอยู่ในตัว ต่อมาเซลล์ในตัวหมูถูกไวรัสตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปโจมตี ทำให้หน่วยพันธุกรรมไวรัสดังกล่าวผสมปนเปกันระหว่างการแบ่งตัว กลายเป็นเชื้อพันธุ์ใหม่ขึ้นมา

ทำ ให้เชื้อไวรัสไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ชนิด เอ เอช 1 เอ็น 1 นี้ มีลักษณะพันธุกรรม หรือยีนที่ประกอบด้วยเชื้อไข้หวัดใหญ่ 3 สายพันธุ์รวมอยู่ด้วยกัน ได้แก่ เชื้อไข้หวัดใหญ่ในมนุษย์ เชื้อไข้หวัดนกที่พบในทวีปอเมริกาเหนือ และเชื้อไข้หวัดหมูที่พบบ่อยในทวีปยุโรปและเอเชีย

จาก การผสมปนเปของเชื้อไวรัสนี้เอง ที่ทำให้จนถึงวันนี้ ยังไม่มีใครสามารถบอกได้ว่า เชื้อไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 นี้ จริงๆ แล้วรุนแรงหรือไม่รุนแรงกันแน่น เพราะผู้ป่วยบางคนติดเชื้อ อาจจะไม่มีอาการเลย ขณะนี้บางคนมีอาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต โดยเฉพาะคนที่มีความเสี่ยง เช่น มีน้ำหนักตัวมาก หรือมีโรคประจำตัวอยู่ก่อนแล้ว

แต่ สิ่งหนึ่งที่ทั้งหมดและผู้เชี่ยวชาญต่างระบุตรงกันคือ เชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ชนิด เอ เอช 1 เอ็น 1 นี้ มีแนวโน้มจะระบาดต่อเนื่องไปอีก 1-3 ปี สิ่งหนึ่งที่ไม่สามารถมองข้ามได้เพื่อจะช่วยสกัดกั้น หรือตัดวงจรเชื้อไวรัสมฤตยูนี้คือ

“แหล่งแพร่โรค”

นพ.คำนวณ อึ้งชูศักดิ์ ผู้ทรงคุณวุฒิระดับ 10 กรมควบคุมโรค ยืนยันว่า โรงเรียนเป็นแหล่งที่มีการแพร่เชื้ออันดับแรก โดยดูจากตัวเลขของผู้ติดเชื้อที่เป็นนักเรียนถึง 70-80% แต่ไม่สามารถแยกได้ว่า ติดเชื้อมาจากโรงเรียนธรรมดา หรือโรงเรียนกวดวิชา

คุณ หมอคำนวณบอกว่า จากการสอบสวนโรคพบว่า ผู้ป่วยที่ติดเชื้อในช่วงนี้มีความเชื่อมโยงในจุดร่วมเดียวกันคือการไปเรียน โรงเรียนกวดวิชา นอกจากไปเรียนหนังสือตามปกติที่โรงเรียน ขณะที่ประเทศญี่ปุ่นพบว่า เด็กนักเรียนในละแวกเดียวกันมีจุดร่วมเดียวกัน คือโดยสารรถรับส่งนักเรียนโรงเรียนต่างๆ ทำให้เป็นโรคไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009

คำ ถามที่ตามมาคือ นอกจากโรงเรียนแล้วมีจุดไหนอีกบ้างที่น่าจะเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรคสำคัญที่ ประชาชนควรหลีกเลี่ยง ข้อมูลจาก โครงการวิจัยวัณโรคดื้อยา ศิริราชมูลนิธิ ระบุว่า สถานที่ที่เสี่ยงต่อการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสที่สำคัญ คือ

1. รถโดยสาร

2. เครื่องบิน

3. ห้างสรรพสินค้า

4. โรงภาพยนตร์

5. โรงแรม

6. โรงพยาบาล

ส่วนจุดที่ตรวจพบเชื้อโรคมากที่สุด อันดับต้นๆ ได้แก่ ที่ จับรถเข็นในซุปเปอร์มาร์เกต เมาส์เล่นคอมพิวเตอร์ในอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ ราวจับบนรถเมล์ ลูกบิดประตูห้องน้ำ ปุ่มลิฟต์ และราวบันไดเลื่อน ล่าสุด กระทรวงสาธารณสุขได้เพิ่มจุดเสี่ยงอันตรายที่อาจจะมีการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสได้อย่างรวดเร็ว เพิ่มอีก 2 จุด คือ เวทีคอนเสิร์ตและโรงเรียนกวดวิชา

สำนัก ระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ระบุว่า ในการแสดงคนเสิร์ต 1 รอบมีคนเข้าชมประมาณ 12,000 คน ในจำนวนนี้มี 5% ที่ป่วยเป็นโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 209 หรือประมาณ 500 คน อยู่ปะปนในสถานที่จัดคอนเสิร์ต ซึ่งมีความแออัดยัดเยียดและต้องใช้เวลาอยู่รวมกันอย่างน้อย 3 ชั่วโมง ซึ่งอาจจะทำให้มีการแพร่โรคจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนเป็นจำนวนมากได้ง่าย

ส่วน โรงเรียนกวดวิชา เป็นจุดที่ทำให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคข้ามโรงเรียน เพราะมีนักเรียนจากหลายโรงเรียนมาเรียนรวมกัน และห้องเรียนมีขนาดเล็ก นักเรียนต้องนั่งรวมกันอย่างแออัด หากมีการติดเชื้อก็อาจจะทำให้แพร่กระจายไปในโรงเรียนต่างๆ ได้ง่ายและรวดเร็ว

แม้ จุดที่ถูกระบุว่าเป็นแหล่งแพร่โรคจะมีเพียง 8 จุด แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทุกสถานที่ที่มีคนไปรวมอยู่ด้วยกันเป็นจำนวนมาก น่าจะเป็น “จุดเสี่ยง” ทุก จุดสำคัญที่สุด คือ คนที่รู้ตัวว่าป่วย หรือมีคนในครอบครัวป่วยด้วยโรคไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ โดยเฉพาะไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ควรที่จะมีความรับผิดชอบต่อสังคม โดยการไม่ออกไปอยู่ในที่สาธารณะที่มีคนมากๆ เพราะอาจจะแพร่เชื้อให้คนอื่นได้ แต่หากมีความจำเป็นที่จะต้องออกไปจริงๆ ก็ควรสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ หรือถ้าไม่มีหน้ากากอนามัย ก็ควรที่จะใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปากเวลาที่ไอหรือจาม

ส่วนคนที่ไม่ป่วยก็ควรป้องกันตนเอง ด้วยการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น ล้าง มือบ่อยๆ เพราะทุกๆ วัน มือของเราต้องสัมผัสกับสิ่งต่างๆ อยู่ตลอดเวล จับโน่นจับนี่ แล้วก็เอามือมาจับหน้า จับจมูก หรือแม้แต่หยิบอาหารเข้าปาก ซึ่งก็อาจจะทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ ทางที่ดีถ้าเจลแอลกอฮอล์ล้างมือพกติดตัวก็จะดีมากๆ เพราะเจลสามารถฆ่าเชื้อไวรัสและแบคทีเรียได้เกือบ 1,000 เท่า ส่วนน้ำกับสบู่ฆ่าเชื้อได้ 100 เท่า

ตราบ ใดที่ยังไม่มีวัคซีน หรือยาที่ดีที่สุดในการเอาชนะเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 สิ่งที่ดีที่สุด การป้องกัน ทั้งป้องกันตนเองจากโรค ป้องกันการรับและแพร่เชื้อโรค หลีกเลี่ยงทุกจุด ทุกพฤติกรรมที่เป็นความเสียง ฯลฯ

เพราะทุกโรค แค่เรารู้เท่าทัน ก็ช่วยป้องกันได้แล้ว!

ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Written by irrigation3

กรกฎาคม 21, 2009 at 11:11

เขียนใน สุขภาพ

เวียนศีรษะ ปวดต้นคอ ปวดไหล่ แขนชา รักษาได้

with 2 comments

แนะบำบัดถูกวิธี ด้วยแพทย์แผนจีน

คอของเราประกอบด้วยกระดูกคอ (Cervical Spine) ทั้ง หมด 7 ข้อ แต่ละข้อมีแผ่นกระดูกอ่อนหรือที่เรียกว่าหมอนรองกระดูกคั่นกลาง ทำหน้าที่ป้องกันการเสียดสีและเป็นเสมือนโช้คอัพเพื่อดูดซับและกระจายแรงอัด ส่วนกระดูกที่เราคลำได้เป็นตุ่มๆ ที่อยู่ด้านหลังของคอนั้นเป็นกระดูกที่ยื่นออกจากส่วนหลังของกระดูกคอ ตรงกลางของกระดูกนี้มีลักษณะเป็นรูให้ประสาทไขสันหลังและหลอดเลือดสอดผ่าน ระหว่างรอยต่อของกระดูกคอแต่ละข้อจะมีช่องว่างให้รากประสาทงอกออกมาเพื่อนำ คำสั่งจากสมองไปยังกล้ามเนื้อที่ไหล่ แขนและมือ และรับความรู้สึกส่วนต่างๆ กลับไปยังสมอง กระดูกคอมีขนาดเล็กแต่ต้องแบกรับน้ำหนักของศีรษะที่มีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา จึงเกิดความบอบช้ำบาดเจ็บได้ง่ายและเสื่อมได้เร็วกว่า ส่งผลกระทบต่อเส้นประสาท หลอดเลือดและไขสันหลังที่อยู่บริเวณเดียวกัน ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ ปวดต้นคอ ไหล่และสะบัก ปวดร้าวและชาที่แขนและมือ พร้อมทั้งอาการอื่นๆ ที่สลับซับซ้อนจนบางครั้งนึกไม่ถึงว่าการเจ็บปวดทรมานนี้มาจากกระดูกคอเรา นี่เอง

สาเหตุโรคกระดูกคอในทัศนะการแพทย์จีน…

การ แพทย์จีนได้จัดโรคกระดูกคอให้อยู่ในกลุ่มโรคชาและปวดเมื่อย จากเส้นลมปราณติดขัด ซึ่งมีสาเหตุจากพลังลมปราณพร่องลงตามวัย ทำให้เลือดไหลเวียนช้าลงและเกิดภาวะเลือดคั่ง กีดขวางการไหลเวียนของโลหิตจนเกิดอาการปวด ตามหลักการวินิจฉัยและรักษาอันสำคัญของการแพทย์จีน ปวดแสดงว่าไม่โล่ง โล่งแล้วก็จะไม่ปวด ส่วนพิษของลมและเย็น-ชื้นที่สะสมในเส้นลมปราณบริเวณคอและไหล่จะจับตัวเป็น ก้อน ทำให้เส้นลมปราณและหลอดเลือดติดขัดมากยิ่งขึ้น เส้นเอ็น กล้ามเนื้อ และกระดูกคอจะได้รับการหล่อเลี้ยงไม่เพียงพอจึงเสื่อมลงได้เร็วขึ้น ส่งผลให้เกิดอาการผิดปกติหลายๆ อย่าง

วิธีการบำบัดแบบองค์รวมของการแพทย์จีน…

การ รักษาโรคกระดูกคอด้วยยาแก้ปวด ยาลดการอักเสบ ยาคลายกล้ามเนื้อหรือยาสเตอรอยด์อาจไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วย เนื่องจากเป็นเพียงการระงับอาการปวดและอักเสบไว้ชั่วคราวเท่านั้นและมิได้ หยุดยั้งการลุกลามของโรค ที่สำคัญคือพิษของยาจะก่อให้เกิดการระคายเคืองของกระเพาะอาหาร ทำให้อาหารไม่ย่อยและเลือดออกในกระเพาะอาหาร พร้อมทั้งส่งผลกระทบต่ออวัยวะอื่นๆ ในร่างกาย ส่วนในรายที่มีอาการรุนแรงนั้น วิธีการผ่าตัดอาจได้ผลดี แต่อาจไม่เหมาะกับผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคประจำตัว อีกทั้งผู้ป่วยหลายๆ คนก็ยังลังเลในเรื่องค่าใช้จ่าย ความยุ่งยากและความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจตามมา ดังนั้น การแพทย์จีนจึงนิยมบำบัดโรคกระดูกคอด้วยวิธีแบบองค์รวมดังนี้

– ทะลวงหลอดเลือดและเส้นลมปราณบริเวณคอและไหล่สลายเลือดคลั่ง ทำให้หลอดเลือดและเส้นลมปราณโล่งขึ้น เส้นเอ็นกล้ามเนื้อและกระดูกคอจะได้รับการหล่อเลี้ยงได้มากขึ้น เพื่อบรรเทาอาการปวดและหยุดยั้งการลุกลามของโรค

– ขจัดพิษของลมและเย็นชื้นที่สะสมอยู่ตามบริเวณไหล่และคอ เพื่อขจัดสาเหตุสำคัญของโรคกระดูกคอ

– บำรุงเลือดลม กระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต เลือดจึงไปเลี้ยงสมองได้มากขึ้น

– เสริมสร้างพลังลมปราณ ทำให้ระบบการไหลเวียนของโลหิตทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อลดภาวะเส้นลมปราณติดขัด

อาการ ปวดต้นคอ ไหล่และสะบัก อาการปวดร้าวและอ่อนแรงที่แขนและมือ อาการปวดศีรษะ เวียนศีรษะ สายตาพร่าและอาการอื่นๆ ที่เกิดจากโรคกระดูกคอจึงค่อยๆ ทุเลาลงหรืออาจหายไปในที่สุด

ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

Written by irrigation3

กรกฎาคม 21, 2009 at 09:00

เขียนใน สุขภาพ

รู้ทัน-ป้องกันหวัด 2009!!

leave a comment »

นับ ตั้งแต่ข่างการติดเชื้อและเสียชีวิตของผู้ป่วยอันเนื่องจากสาเหตุของโรคไข้ หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่ประเทศเม็กซิโกเผยแพร่ออกไปเมื่อประมาณปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา จนกลายเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก ก่อให้เกิดกระแสความตื่นตัว ยิ่งนับวันก็ยิ่งมีการรายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดเกิดขึ้นในหลายๆ ประเทศ ทำให้องค์การอนามัยโลกกังวลว่าไข้หวัดใหญ่ 2009 อาจจะสร้างความรุนแรงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ในตอนแรก ทั้งนี้ประเทศแถบเอเชียใกล้ๆ ประเทศไทยเราก็มีรายงานผู้ติดเชื้อแล้ว ไม่ว่าจะเป็นจีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย

จาก คำอธิบายของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้ระบุข้อมูลของไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่ 2009 ไว้ว่า ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ เป็นโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ในคน แพร่ติดต่อระหว่างคนสู่คน ไม่พบว่ามีการติดต่อมาจากสุกร แต่เกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิดเอ เอช 1 เอ็น1 (A-H1N1) ซึ่งเป็นเชื้อตัวใหม่ที่ไมเคยพบทั้งในสุกรและในคน เป็นเชื้อที่เกิดจากการผสมข้ามสายพันธุ์ ซึ่งมีสารพันธุกรรมของเชื้อไข้หวัดใหญ่คน ไข้หวัดใหญ่สุกร และไข้หวัดใหญ่สัตว์ปีกด้วย

เริ่ม พบการระบาดที่ประเทศเม็กซิโก และเมื่อองค์การอนามัยโลกได้ประกาศชื่อเป็นทางการเมื่อวันที่ 29 เมษายนที่ผ่านมา จึงเปลี่ยนชื่อเป็น “ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอช1เอ็น1” และใช้ชื่อย่อว่า “ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009”

ไวรัสสายพันธุ์ใหม่ 2009 นี้ ร้ายแรงแค่ไหน?

หาก เทียบกับไข้หวัดนก ในแง่ของอัตราผู้เสียชีวิตเมื่อได้รับเชื้อ พบว่าไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้ร้ายแรงน้อยกว่า คือ ทำให้ผู้ติดเชื้อเสียชีวิตน้อยกว่า โดยอยู่ที่อัตราประมาณร้อยละ 5 – 10 ในขณะที่ไข้หวัดนกมีอัตราผู้เสียชีวิตอยู่ที่ประมาณ ร้อยละ 60 – 65 แต่สิ่งที่น่ากลัวสำหรับไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 นี้ คือ มีการติดต่อหรือแพร่เชื้อได้ง่ายและรวดเร็ว หรือถ้าเชื้อเกิดมีการกลายพันธุ์และติดต่อกับไปกลับมาระหว่างคนกับสัตว์ หรือคนสู่คนด้วยก็จะน่ากลับมายิ่งขึ้น

ปัจจุบัน การแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิด เอ (เอช1 เอ็น1) กำลังขยายตัวไปทั่วโลก และขณะนี้ประเทศไทยพบการระบาดภายในประเทศแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานศึกษา และสถานประกอบการ ซึ่งอาจแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้มีอาการคล้ายกัน กับไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ธรรมดา ส่วนใหญ่มีอาการน้อยและหายได้โดยไม่ต้องรับการรักษาที่โรงพยาบาล

สำหรับ ผู้ป่วยจำนวนไม่มากในต่างประเทศที่เสียชีวิต มักเป็นผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคปอด หอบหืด โรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน เป็นต้น ผู้มีภูมิต้านทานต่ำ โรคอ้วน ผู้สูงอายุมากกว่า 65 ปี เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี และหญิงมีครรภ์

ผู้ ป่วยส่วนใหญ่จะเริ่มมีอาการหลังจากได้รับเชื้อไวรัส 1 – 3 วัน น้อยรายที่นานถึง 7 วัน อาการป่วยใกล้เคียงกันกับโรคไข้หวัดใหญ่ที่เกิดขึ้นทั่วไป เช่น มีไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ไอ เจ็บคอ คัดจมูก อาจมีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสียร่วมด้วย

ผู้ ป่วยส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 90 มีอาการไม่รุนแรง หายป่วยได้โดยไม่ต้องนอนรักษาในโรงพยาบาล อาการจะทุเลาและหายป่วยภายใน 5 – 7 วัน แต่บางรายที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง อาจมีอาการปวดอักเสบรุนแรง จะมีอาการหายใจเร็ว เหนื่อย หอบ หายใจลำบาก ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้ อัตราผู้ป่วยเสียชีวิตใกล้เคียงกับไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลหรือไข้หวัดใหญ่ ธรรมดา คือ ร้อยละ 0.1 – 1

การป้องกันไม่ให้ติดเชื้อ

– ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ ดื่มสุรา หมั่นล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำ และสบู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังไอ หรือจาม

– รักษาบ้านเรือนให้สะอาด เช็ดเครื่องเรือน และของใช้ในบ้าน ในที่ทำงาน โดยเฉพาะโทรศัพท์เป็นประจำอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง ด้วยผ้าชุบน้ำสบู่ หรือผงซักฟอกเจือจาง และเช็ดซ้ำด้วยน้ำสะอาด หรือเช็ดด้วยแอลกอฮอล์ล้างแผล

– หากไม่มีความจำเป็นควรชะลอการเดินทางไปยังประเทศที่เป็นพื้นที่เกิดการระบาดจน กว่าสถานการณ์จะยุติลง ถ้าป่วยมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น มีไข้ มีน้ำมูก เสมหะควรปิดปากจมูกเวลาไอ โดยใช้ผ้าเช็ดหน้า หรือกระดาษทิชชู และทิ้งลงถังขยะที่มีฝาปิดและสวมหน้ากากอนามัย เมื่ออยู่กับผู้อื่น และควรพบแพทย์

– หลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่

– หากต้องดูแลผู้ป่วยควรสวมหน้ากากอนามัยและให้ผู้ป่วยสวมหน้ากากอนามัยด้วย หลังดูแลผู้ป่วยทุกครั้ง ควรรีบล้างมือด้วยน้ำ และสบู่ให้สะอาดทันที

– ไม่ใช้แก้วน้ำ หลอดดูดน้ำ ช้อนอาหาร ผ้าเช็ดมือ ผ้าเช็ดหน้าร่วมกับผู้อื่น โดยเฉพาะผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่

– ใช้ช้อนกลางทุกครั้ง เมื่อรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น

– หมั่นล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังไอ จาม

– รักษาสุขภาพให้แข็งแรง โดยรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ รวมทั้ง ไข่ นม ผักและผลไม้ ดื่มน้ำสะอาด และนอนหลักพักผ่อนให้พอเพียง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอหลีกเลี่ยงบุหรี่และสุรา

การป้องกันไม่ให้แพร่เชื้อ

– หากป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ ควรหยุดงาน หยุดเรียน เป็นเวลา 3 – 7 วัน ซึ่งจะช่วยลดการแพร่ระบาดได้มาก

– หลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้อื่น

– สามหน้ากากอนามัย เมื่ออยู่กับผู้อื่น หรือใช้ทิชชูปิดจมูกปากทุกครั้งที่ไอจาม ทิ้งทิชชูลงในถังขยะที่มีฝาปิด แล้วล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่

สถานการณ์ โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ (เอช1 เอ็น1) ในประเทศไทย ขณะนี้ จากการเฝ้าระวังโรค ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2552 – 15 มิถุนายน 2552 ไทยพบผู้ป่วยที่ตรวจยืนยันว่าติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิด เอ (เอช1 เอ็น1) จำนวน 201 ราย ซึ่งจำแนกเป็นผู้ติดเชื้อจากต่างประเทศจำนวน 30 ราย และผู้ที่ติดเชื้อภายในประเทศ 171 ราย

โดย ขณะนี้ มีการระบาดของโรคในกรุงเทพมหานคร ชลบุรี ปทุมธานี ซึ่งมีการระบาดในโรงเรียนและสถานบันเทิงในแหล่งท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่าง ชาติ ผู้ป่วยทั้งหมดมีอาการไม่รุนแรง ไม่มีผู้เสียชีวิต ส่วนผู้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยได้รับการติดตามเฝ้าสังเกตอาการจากเจ้า หน้าที่สาธารณสุขอย่างใกล้ชิด บางรายมีอาการป่วยแต่ไม่มีอาการรุนแรงและได้รับรับการดูแลรักษาแล้ว

กระทรวงสาธารณสุขคาดการณ์แนวโน้มการระบาดในประเทศไทยอย่างไร

เมื่อ พิจารณาสถานการณ์การระบาดทั้งในและนอกประเทศ ลักษณะธรรมชาติของโรค ร่วมกับสภาวะแวดล้อมและศักยภาพในประเทศ จึงควรจัดแบ่งสถานการณ์การระบาดในประเทศเป็น 3 ระยะต่อเนื่องกัน ดังนี้

สถานการณ์ A มีผู้ป่วยที่ติดเชื้อจากต่างประเทศและเดินทางเข้ามาในประเทศ

สถานการณ์ B มีการแพร่ระบาดในประเทศในวงจำกัด

สถานการณ์ C มีการแพร่ระบาดอย่างกว้างขวางภายในประเทศ

ในระยะที่ผ่านมา ตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน ถึง ต้นเดือนมิถุนายน 2552 ประเทศไทยได้ทำการคัดกรองผู้เดินทางระหว่างประเทศ (สถานการณ์ A) และยืนยันสกัดการแพร่เชื้อในประเทศได้นานกว่า 6 สัปดาห์ ซึ่งนับว่านานกว่าประเทศอื่นๆ อีกจำนวนมาก

แต่ข้อมูลล่าสุดชี้ให้เห็นว่า ในขณะนี้ประเทศไทยเริ่มมีการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ภายในประเทศแล้ว (สถานการณ์ B) และการระบาดภายในประเทศอาจจะขยายวงกว้างต่อไป (สถานการณ์ C) เช่นเดียวกับการระบาดในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น

อย่าง ไรก็ตาม หากความร่วมมือด้านการป้องกัน และควบคุมโรคจากทุกฝ่าย รวมทั้งประชาชน มีความเข้มแข็ง ไทยก็จะสามารถผ่านวิกฤติการณ์ไปได้และมีความสูญเสีย หรือผลกระทบต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ และสังคมน้อยที่สุด

หน้ากากอนามัย

เนื่อง จากโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ สามารถแพร่ติดต่อกันได้ง่ายจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง จากการถูกละอองฝอยไอจาม น้ำมูก น้ำลาย ของผู้ป่วยโดยตรง หรือบางรายอาจได้รับเชื้อผ่านทางมือหรือสิ่งของเครื่องใช้ที่ปนเปื้อนเชื้อ เช่น แก้วน้ำ ลูกบิด ประตู ราวบันได

วิธีที่จะช่วยป้องกันไม่ให้โรคแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ววิธีหนึ่ง คือ การสวมหน้ากากอนามัยเมื่อมีอาการป่วยเป็นไข้ หรือ ไอ จาม เพราะหากผู้ป่วยไม่สวมหน้ากากอนามัย ขณะที่ไอหรือจาม จะสามารถแพร่เชื้ออกไปได้ไกล 1 – 5 เมตร ทำให้ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดมีโอกาสรับเชื้อและป่วยเป็นโรคได้

จาก ผลการวิจัยขององค์การอนามัยโลก พบว่า การใส่หน้ากากอนามัยสามารถลดการแพร่กระจายเชื้อที่ติดมากับละอองฝอยได้ ถึงร้อยละ 80 ดังนั้น หน้ากากอนามัย จึงเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่สามารถป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรคไข้ หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ได้เป็นอย่างดี

การล้างมือ

บาง คนอาจจะสงสัยว่า เชื้อหวัดมันมากับอากาศแล้วเราจะล้างมือไปทำไม? ช่วยอะไรได้หรือ? คงต้องย้อนกลับไปดูการแพร่เชื้อทางอากาศ ซึ่งจะเห็นว่าขนาดของอนุภาคที่ออกมามีตั้งแต่เล็กไม่กี่ไมครอน ไปจนกระทั่งถึง 1,000 ไมครอน เมื่ออนุภาคลอยออกมา พวกที่เล็กมากๆ จะระเหยไปและเชื้อก็ตายไป พวกที่เล็กปานกลางลอยไปได้ประมาณ 1 – 3 เมตร และลอยเข้าจมูกไปได้

ส่วน พวกที่ขนาดใหญ่ๆ บางทีจะติดตามมือที่เอาไปบังปากเวลาไอ จากนั้นก็ไปจับลูกบิดประตู จับโต๊ะ ทำให้เชื้อไปเปื้อนตามพื้นผิว คนที่เดินตามมาทีหลังจับเข้าไป เชื้อก็ไปอาศัยความชื้นจากเหงื่อในมือทำให้อยู่ได้นานขึ้น สุดท้ายพอเอามือไปขยี้ แคะจมูก หรือหยิบของเข้าปากเชื้อโรคก็แล่นเข้าได้อย่างรวดเร็ว

เรื่อง ของเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ๆ จะไม่ใช่เรื่องไกลตัวของคนไทยอีกแล้ว เพราะเรามีโอกาสที่จะติดเชื้อเหล่านี้ได้ทุกเมื่อโดยไม่ทันตั้งตัว และไม่แน่ว่า… มันอาจจะเกิดขึ้นกับตัวคุณ และคุณเป็นผู้เริ่มต้นของการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ก็เป็นได้ แต่หากคุณรู้จักวิธีการป้องกันอย่างถูกต้อง เรื่องของเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ก็จะไม่เป็นเรื่องที่น่ากลัวอีกต่อไป

ล้างมืออย่างไรให้สะอาด

ล้างมือ 6 ขั้นตอน อย่างน้อย 40 – 60 วินาที ก่อนรับประทานอาหาร เตรียม/ปรุงอาหาร หลังขับถ่าย หยิบจับสิ่งสกปรกหรือสัมผัสสัตว์เลี้ยง และสัตว์ปีกสุขภาพดีเริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการล้างมือ

ขั้นตอนที่ 1 ฟอกฝ่ามือและง่ามนิ้วมือด้านหน้า 5 ครั้ง โดยเน้นซอกนิ้วมือ

ขั้นตอนที่ 2 ฟอกหลังมือและง่ามนิ้วมือ ด้านหลังข้างละ 5 ครั้ง โดยเน้นซอกนิ้วมือ

ขั้นตอนที่ 3 ฟอกนิ้วและข้อนิ้วมือด้านหลัง ข้างละ 5 ครั้ง

ขั้นตอนที่ 4 ฟอกนิ้วหัวแม่มือข้างละ 5 ครั้ง

ขั้นตอนที่ 5 ฟอกปลายนิ้วมือ เล็บ โดยหมุนวนไปบนฝ่ามือข้างละ 5 ครั้ง

ขั้นตอนที่ 6 ฟอกรอบข้อมือโดยรอบ ข้างละ 5 ครั้ง

ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

Written by irrigation3

กรกฎาคม 20, 2009 at 11:14

เขียนใน สุขภาพ

อาการพิษภัยจากไฮเทค

leave a comment »

ทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยได้เข้าสู่ศตวรรษใหม่มา 2-3 ปี ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัฒน์ ยุคสารสนเทศข้อมูลข่าวสาร ยุคแห่งการค้นพบแบบก้าวกระโดดของวิทยาศาสตร์ทางวัตถุ เช่น รหัสพันธุกรรมของมนุษย์ (genom), พืชตัดต่อพันธุกรรม (GMOs), โคลนนิ่ง ฯลฯ อุปกรณ์ไฮเทคที่เข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันเกือบเป็นปัจจัยที่ 5 ที่แล้ว เช่นโทรศัพท์มือถือ, คอมพิวเตอร์-อินเตอร์เน็ต ฯลฯทำให้คนในยุคปัจจุบันเกิดความเคยชินคุ้นเคยกับการเสพสุขที่สะดวกรวดเร็ว ขยายศักยภาพอย่างไรขีดจำกัด ในขณะเดียวกันสรรพสิ่งเหมือนเหรียญตราย่อมมี 2 ด้าน ทั้งด้านที่ดีและไม่ดี ผู้เขียนได้ลองประมวลกลุ่มอาการพิษภัยจากไฮเทคได้ 7 อาการดังนี้คือ

1. กลุ่มอาการหลงใหลได้ปลื้ม มีความอยากความต้องการไม่รู้จักกับอุปกรณ์ไฮเทค ไม่คำนึงถึงสิ่งที่ต้องสูญเสียแลกมา หมกมุ่นแสวงหาเหมือนเป็นของเล่นชอบทันยุคทันสมัย ออพชั่นมากมายกลัวการตกรุ่นเป็นเครื่องมือบอกฐานะและรสนิยม พ่อแม่หลายคู่ต้องยอมกัดฟันนำเงินออมอันน้อยนิดหรือต้องกู้ยืมซื้ออุปกรณ์ให้ลูกแล้วพบภายหลังว่า ลูกไม่หลับไม่นอน โทรศัพท์พูดคุย เล่นเกมส์ติดต่อเพื่อนชายทางอินเตอร์เน็ตจนเสียการเรียนเสียตัว

2. กลุ่มอาการกลัวและหวาดหวั่นหลายคนกลัวการปรับตัวกับสิ่งใหม่ ๆ ต้องฝืนใจเรียนรู้กลัวตกงาน ไม่ก้าวหน้า หรือตกยุคบ้างก็ไม่แน่ใจไมมั่นใจในเทคโนโลยี เช่น กลัวบริโภคสาร GMOs, ปัญหาทางจริยธรรมหรือความปลอดภัยในการโคลนนิ่งเป็นต้น

3. กลุ่มการพฤติกรรมรุนแรงและอาชญากรรม ข้อมูลข่าวสารทั้งที่เป็นความรู้มีสาระและสื่อกระตุ้นกิเลสตัณหาจากทั่วโลกส่งผ่านมาถึงบ้านทั้งเสียงและภาพ ไม่มีการเซ็นเซอร์คัดสรร ผู้คนจะสัมผัสความรุนแรงการกระตุ้นทางเพศ ความอยากได้มีจนชินชาเป็นเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ต้องยับยั้งชั่งใจการเลียนแบบจากเกมส์คอมพิวเตอร์ที่มีแต่ความรุนแรง เมื่อทำกับชีวิตจริงย่อมนำมาซึ่งความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินตลอดจนอุปกรณ์ไฮเทคมีราคาแพง เกิดความอยากได้อยากมี ก่อให้เกิดอาชญากรรม ลักทรัพย์ทำร้ายเพื่อประสงค์ต่อทรัพย์

4. กลุ่มอาการสับสนงุนงง แยกแยะไม่ออกระหว่างจริงหรือหลอก เทคโนโลยีทำให้สิ่งที่ได้ยินสัมผัสเลียนแบบได้สมจริง มีมิติล้ำลึกยากแท้หยั่งถึงเรียกเป็น cyber หรือ matrix ทำให้เด็ก ๆ หรือเยาวชนที่อ่อนประสบการณ์ตามความเป็นจริง เกิดความคิดความอยากทดลองทำตามโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือเพ้อฝันจินตนาการสุด ๆ แล้วต้องผิดหวัง ทำไม่ได้

5. กลุ่มอาการใจร้อนไม่อดทนรอคอยอุปกรณ์ไฮเทคทำให้ชีวิตของคนรุ่นใหม่เคยชินกับความรวดเร็วทันใจ คิดอะไรจะพูดอะไรมีสาระหรือไม่มีสาระก็จะหยิบโทรศัพท์มือถือติดต่อไป, ส่งอีเมลไป อยากได้ข้อมูลอะไรก็เปิดอินเตอร์เน็ตดู อยากซื้อขอจองตั๋วหนังก็ผ่านอุปกรณ์ไฮเทคได้ทันทีไม่ชักช้า ผลคือทำเร็ว ทำมากปัญหาติดตามมาก็มากมาย ชักช้าไม่ได้จะหงุดหงิดโมโหง่ายไม่ชอบการรอคอย ไม่มีกาลเทศะ

6. กลุ่มอาการแยกตัวไม่พบปะผู้คนคลุกอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ใช้แต่โทรศัพท์ไม่ออกไปหาใคร ทำให้ขาดทักษะทางมนุษย์สัมพันธ์ ไม่สมารถรับรู้หรือไม่สนใจความรู้สึกของคนอื่น พูดจาห้วน ๆ พูดจาฟังยากขาดทักษะทางภาษา ขาดมรรยาทและระเบียบวินัย

7. กลุ่มอาการเพ้อฝันตามกระแส มีความปรารถนาอยากได้จินตนาการสุด ๆ จากโลกทางวัตถุ โลกทางวิทยาศาสตร์ชั้นสูงที่จะบันดาลความสุขสุดยอดแห่งจิตวิญญาณ เพื่อชีวิตที่สมบูรณ์ทั้งกายและใจชั่วนิรันดร์ แสวงหา know how ที่เป็น package เคล็ดลับคัมภีร์ สารหรือสิ่งสำเร็จรูปที่บริโภคอย่างง่าย ๆ ไม่ต้องพยายามหรือทำเองส่งผลเร็วทันใจ จึงเกิดธุรกิจทุนนิยมหลอกลวงเสียทั้งเงินเสียนิสัยเป็นตัวอย่างมากมาย

การป้องกันและบำบัด

พ่อแม่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่ลูก สอนให้ลูกรู้จักคิดเป็น ทำเป็น แยกแยะเลือกให้ด้านที่เป็นประโยชน์ในช่วงเวลาที่เหมาะสมกับวัย ไม่ตามกระแสจนเกินไปพ่อแม่สนใจติดตามพฤติกรรมอย่างใกล้ชิด พร้อมจัดการปัญหาก่อนบานปลาย จงมีสติ คิดด้วยปัญญาอย่างศาสนาพุทธ ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ทำให้ชีวิตมนุษย์และสังคมอยู่รอดปลอดภัย กินอิ่มหลับสบาย มีความสุขสงบทางจิตใจให้รับไว้ ในทางตรงกันข้าม หากเป็นสิ่งที่กระตุ้นกิเลส ตัณหาเกินตัวเกิดความพอดีย่อมนำความทุกข์มาใส่ตัวทั้งเฉพาะหน้าและระยะยาว นำมาซึ่งโรคพิษภัยจากไฮเทคนั่นเอง

ขอบคุณ http://www.plawan.com

Written by irrigation3

กรกฎาคม 1, 2009 at 09:45

เขียนใน สุขภาพ

ทำงานกับคอมพิวเตอร์อย่างมีความสุข

with 2 comments

    

 ……………………………………………………………………………………………………………………

         
           ชีวิตในปัจจุบันจำเป็นต้องทำงานกับคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน รวมถึงการเรียน และการพัก ผ่อนหย่อนใจในโลกไซเบอร์ด้วย หากแต่ถ้าเราทำงานกับคอมพิวเตอร์อย่างไม่ถูกสุขลักษณะจะก่อให้เกิดปัญหาในร่างกายเราต่อมา เช่น ภาวะปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง เอ็นอักเสบ หรือ วุ้นในตาเสื่อม เป็นต้น

          ในที่นี้จะเสนอแนวทางการทำงานร่วมกับคอมพิวเตอร์อย่างไร จึงจะถูกสุขลักษณะ

          แนวทางสำหรับจัดสภาพงานในการทำงานร่วมกับคอมพิวเตอร์ แบ่งออกเป็น 4 ส่วนใหญ่ๆ ดังต่อไปนี้

 
          1. แนวทางจัดสภาพงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ   ผู้ปฏิบัติงาน
          – ผู้ปฏิบัติงานควรเปลี่ยนอิริยาบถ หรือยืดกล้ามเนื้อเป็นระยะๆ ไม่ควรนั่งทำงานกับคอมพิวเตอร์อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานเกินไป (อาจพักทุก 2 ชั่วโมง)
          – ผู้ปฏิบัติงานควรตรวจสายตาก่อนทำงานที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ และตรวจวัดสายตาซ้ำเป็นระยะๆ
          – ผู้ปฏิบัติงานที่แพ้แสงสว่าง ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ก่อนปฏิบัติงานร่วมกับคอมพิวเตอร์
          – หากปวดกล้ามเนื้อหรือเอ็นเรื้อรัง ควรปรึกษาแพทย์

          2. แนวทางการจัดสภาพในส่วนที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
          – จอจัดแสงที่จอแสดงภาพ (Monitor) อย่างเหมาะสม คือ ไม่ควรมีแสงกระพริบ หรือวูบวาบ และมีความสว่าง หรือความเข้มข้นของแสงที่เหมาะสม และการปรับ Contrast ไม่ควรมากจนปวดตา หรือทำให้ตาล้า กล่าวคือ ควรปรับให้เหมาะสม ไม่สว่าง หรือมืดเกินไป
          – ตัวอักษรภาพ หรือลายเส้น ควรมีความคมชัดที่พอเหมาะ ในกรณีที่อุปกรณ์เสีย ต้องรีบแก้ไขทันที ควรหลีกเลี่ยงตัวอักษร หรือลายเส้นที่เป็นสีแดง ม่วง หรือน้ำเงิน
          – จอแสดงภาพต้องสามารถปรับมุมก้มเงย หรือเอียงได้
          – แป้นพิมพ์ (Keyboard) ต้องสามารถปรับระดับสูงต่ำ เพื่อให้เหมาะสมกับการวางมือของผู้ใช้แต่ละคน  

                                               

3. แนวทางการจัดสภาพงาน ในส่วนที่เกี่ยวกับสถานที่ปฏิบัติงาน
          – ระดับความเข้มของแสงสว่าง สำหรับงานสื่อสารข้อมูลควรอยู่ในระหว่าง 300-500 ลักซ์ ส่วนสำหรับงานป้อนข้อมูลควรอยู่ในช่วงระหว่าง 500-700 ลักซ์
          – การจัดวางตำแหน่ง Work Station  ควรมีระยะทางที่เหมาะสม และแสงสว่างกระจายอย่างทั่วถึงตามที่แนะนำไปตามแต่ลักษณะงาน
          – ระยะจากสายตามายังจอคอมพิวเตอร์ ควรมีมุมก้มประมาณ 20 องศา ระยะห่าง 18-22 นิ้ว 
          – การวางตำแหน่งมือที่แป้นพิมพ์ ข้อศอกควรตั้งฉากกับลำตัว (ประมาณ 90-120 องศา) เพื่อลดแรงยกที่หัวไหล่
          – การจับ Mouse ไม่ควรให้ข้อมืออยู่ในตำแหน่งที่บิด
          – เอียงออกทางด้านนอกลำตัว ควรจับในท่าที่ข้อมือเอียง หรือบิดน้อยที่สุด
          – สะโพกทำมุมประมาณ 95-110 องศา กับลำตัว ซึ่งเป็นมุมที่กล้ามเนื้อไม่ค่อยเกร็งตัว
          – หัวเข่าควรทำมุม 90 องศากับขา และมีที่รอง เท้า
          – เก้าอี้ ควรสามารถปรับระดับสูงต่ำ ตามสรีระของผู้ใช้งานได้ และต้องมีพนักพิงที่ปรับระดับได้ และที่พักแขน ส่วนเบาะรองนั่ง ควรมีลักษณะโค้งลาดลง ไม่เป็นสันคม และไม่กดที่ใต้ตำแหน่งของเข่าซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีเส้นเลือดพาดผ่านอยู่ และถ้าเป็นไปได้ ควรเลือกเก้าอี้ที่ออกแบบตามหลักการยศาสตร์ (Ergonomics Design)
          – ควรจัดแท่นวางเอกสารตรงหน้าผู้ปฏิบัติงานเพื่อเลี่ยงการเอี้ยวคอ หรือตัว และการวางเอกสารควรอยู่ในระยะมือเอื้อมถึง ไม่ต้องเอื้อมไปไกลมากเกินไป

          4. แนวทางการจัดสภาพงาน ในส่วนที่เกี่ยวกับช่วงระยะเวลาในการทำงาน
          – ทุกการทำงานต่อเนื่อง 2 ชั่วโมง ควรมีการหยุดพัก ประมาณ 10 นาที

 

                                                                                
                                                                                 
                                                                                    นพ.วิชนาท สีบุญเรือง 
                                                                                   แพทย์อาชีวเวชศาสตร์
                                                                                ประจำโรงพยาบาลวิภาวดี

           ขอบคุณข้อมูลของ โรงพยาบาลวิภาวดี และ วิชาการ.คอม
                                                                                                    www.vibhavadi.com

Written by irrigation3

มีนาคม 6, 2009 at 08:51

เขียนใน สุขภาพ