ร้อยเรื่องราว…น้ำ

ความรู้การบริหารจัดการน้ำ-สำนักชลประทานที่3

Archive for พฤศจิกายน 2011

ข้อเท็จจริง เรื่อง การระบายน้ำของเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ปี 2554

leave a comment »

เป็นบทความส่วนหนึ่งโดย เว็บบอร์ดของ http://www.changrob.com/ จาก การสัมภาษณ์ ดร.ชัย วัชรงค์ ทางสถานี TNN24 พูดเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำ ปี 2554 สามารถชมคลิปวืดิโอได้ที่ http://youtu.be/zZderLzvZJQ

ข้อเท็จจริง เรื่อง การระบายน้ำของเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์

๑. การบริหารจัดการน้ำในเขื่อนของ กฟผ. ทำอย่างไร

เขื่อน ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ทุกเขื่อนเป็นเขื่อนเอนกประสงค์ มีหน้าที่กักเก็บน้ำไว้เพื่อใช้ประโยชน์ด้านการเกษตรกรรม การอุปโภคบริโภค การอุตสาหกรรมและการบรรเทาอุทกภัยเป็นหลัก ส่วนการผลิตกระแสไฟฟ้าเป็นเพียงผลพลอยได้จากการปล่อยน้ำผ่านเครื่องกำเนิด ไฟฟ้าตามปริมาณ เพื่อการใช้ประโยชน์ที่กล่าวข้างต้น

ทั้งนี้ การบริหารจัดการน้ำในเขื่อนของ กฟผ. ตามหลักการจะควบคุมให้ระดับน้ำ อยู่ในกรอบของ “เกณฑ์ควบคุมระดับน้ำ” (Rule Curve) ซึ่งมีอยู่ ๒ เกณฑ์ คือ “เกณฑ์ควบคุมระดับน้ำตัวล่าง” (Lower Rule Curve) และ “เกณฑ์ควบคุมระดับน้ำตัวบน” (Upper Rule Curve) โดยในการจัดทำเกณฑ์ควบคุมระดับน้ำนั้น ได้นำปัจจัยและข้อมูลของปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำและความต้องการใช้น้ำ ของพื้นที่ท้ายเขื่อนในรอบกว่า ๓๐ ปี มาประกอบการจัดทำ ทั้งนี้ยังได้ทำการปรับปรุงตามสภาวการณ์เป็นระยะๆ

· เกณฑ์ควบคุมระดับน้ำตัวล่าง(Lower Rule Curve) จะทำหน้าที่บอกให้ทราบว่า หากเก็บน้ำไว้ต่ำกว่าระดับนี้ จะมีความเสี่ยงเรื่องการขาดแคลนน้ำในปีหน้า

· เกณฑ์ควบคุมระดับน้ำตัวบน(Upper Rule Curve) จะทำหน้าที่บอกให้ทราบว่า หากเก็บน้ำไว้สูงกว่าระดับนี้จะมีความเสี่ยงเรื่อง น้ำล้นเขื่อนจนอาจต้องเปิดประตูระบายน้ำล้น (Spillway)

ในสภาวการณ์ ปกติ เขื่อนจะควบคุมไม่ให้ระดับน้ำต่ำกว่า เกณฑ์ควบคุมระดับน้ำตัวล่างในช่วงฤดูแล้ง และช่วงฤดูฝน เขื่อนก็จะพยายามระบายน้ำเพื่อไม่ให้ระดับน้ำสูงเกินเกณฑ์ควบคุมระดับน้ำตัว บน ดังนั้นเกณฑ์ควบคุมระดับน้ำจึงเปรียบเสมือนเกณฑ์ที่คอยควบคุมระดับน้ำใน เขื่อนให้มีปริมาณน้ำเก็บกักที่เหมาะสมตามสภาวการณ์ของปริมาณน้ำทั้งเหนือ เขื่อนและสภาพน้ำในลุ่มน้ำท้ายเขื่อน เพื่อให้มีน้ำไว้ใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดในภาพรวมตลอดทั้งปี

ตัวอย่างในปี พ.ศ. ๒๕๔๙ ซึ่งเป็นปีน้ำมาก

กราฟแสดงการเก็บน้ำของเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ในปี ๒๕๕๔

 

 

สำหรับ การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาจะดำเนินการโดยคณะอนุกรรมการ ติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ที่มีอธิบดีกรมชลประทานเป็นประธาน และอีก ๘ หน่วยงานร่วมเป็นกรรมการ ประกอบด้วย กรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร กรมทรัพยากรน้ำ กรมอุทกศาสตร์ สำนักการระบายน้ำ กทม. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราช ดำริ(สำนักงาน กปร.) และ กฟผ. โดยคณะอนุกรรมการฯ จะติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดและร่วมกันพิจารณาปริมาณน้ำที่เหมาะสมที่ จะต้องระบายออกจากเขื่อนทุกสัปดาห์หรือทุกวัน

๒. ทำไมเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์จึงไม่ระบายน้ำออกมาก่อนในช่วงต้นฤดูฝนปีนี้

ช่วง ต้นฤดูฝนปีนี้ ณ วันที่ ๑ พ.ค. เขื่อนภูมิพลมีปริมาณน้ำเก็บกัก ๖,๐๗๖ ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ ๔๕.๑ ของความจุ เขื่อนสิริกิติ์มีปริมาณน้ำเก็บกัก ๔,๗๘๔ ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ ๕๐.๓ ของความจุ ซึ่งเมื่อเทียบกับเกณฑ์ควบคุมระดับน้ำ (Rule Curve) ที่ใช้เป็นกรอบในการปฏิบัติการบริหารจัดการน้ำของเขื่อนแล้วถือว่าอยู่ใน เกณฑ์ที่ต่ำมาก ซึ่งตามแนวปฏิบัติของการบริหารจัดการน้ำตามสถิติข้อมูลที่ใช้อ้างอิง จะต้องเก็บกักน้ำไว้ เพื่อให้สามารถมีน้ำไว้ใช้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดในภาพรวมตลอดทั้งปี ดังนั้นปริมาณน้ำที่ระบายน้ำออกจากเขื่อนในช่วงนี้จึงเป็นไปตามความต้องการ ใช้เพื่อการเกษตรกรรมและสาธารณูปโภคเป็นหลัก

ต่อมามีพายุเข้ามาหลาย ลูกได้แก่ “ไหหม่า” (ปลาย มิ.ย.-ก.ค.) “นกเตน” (ปลาย ก.ค.-ส.ค.) พายุโซนร้อน “ไหถ่าง” และ “เนสาด” (เดือน ก.ย.) และ “นาลแก” (เดือน ต.ค.)

ทำ ให้มีฝนตกทั้งบริเวณเหนือเขื่อนและท้ายเขื่อนรวมทั้งพื้นที่ในภาคกลาง เกิดภาวะน้ำท่วมในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างและภาคกลาง นอกจากนั้นในลุ่มน้ำวังและลุ่มน้ำยมไม่มีเขื่อนขนาดใหญ่รองรับน้ำ ดังนั้นแม้จะพยายามระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ก็มีข้อจำกัด ในการระมัดระวังผลกระทบต่อพื้นที่น้ำท่วมท้ายเขื่อน

๓. ทำไมเขื่อนต้องระบายน้ำผ่านประตูระบายน้ำล้น (Spillway) เพิ่มขึ้นนอกเหนือจากการปล่อยน้ำผ่านการผลิตกระแสไฟฟ้า

ใน ปีนี้เขื่อนภูมิพลมีการระบายน้ำผ่านประตูระบายน้ำล้น ระหว่างวันที่ ๕-๑๓ ต.ค. และ ๑๘-๒๐ ต.ค. ส่วนเขื่อนสิริกิติ์มีการระบายน้ำผ่านประตูระบายน้ำล้น ระหว่างวันที่ ๒๕ ส.ค. – ๑๑ ก.ย. ๒๕๕๔

การที่ทั้ง ๒ เขื่อนจำเป็นต้องระบายน้ำเพิ่มขึ้นผ่านประตูระบายน้ำล้น นอกเหนือจากการระบายน้ำผ่านการผลิตกระแสไฟฟ้า เนื่องจากขณะนั้นมีปริมาณน้ำใกล้เต็มความจุของอ่างเก็บน้ำ และจากการติดตามข้อมูลปริมาณน้ำที่ไหลเข้าอ่างฯ ยังมีแนวโน้มที่มีปริมาณสูงอยู่ จึงจำเป็นต้องระบายน้ำออกเพิ่มมากขึ้น เพื่อควบคุมไม่ให้ระดับเก็บกักน้ำเกินความจุของอ่าง ซึ่งจะมีผลกระทบต่อความมั่นคงปลอดภัยของเขื่อนและอาคารประกอบ ทั้งนี้ในระหว่างการระบายน้ำผ่านประตูระบายน้ำล้น ก็ได้มีการเฝ้าติดตามสถานการณ์น้ำที่ไหลเข้าอ่างฯ อย่างใกล้ชิด เมื่อพบว่ามีแนวโน้มลดลงก็ให้ลดปริมาณการระบายน้ำ จนปัจจุบันไม่มีการระบายน้ำผ่านประตูระบายน้ำล้นจากเขื่อนทั้งสอง

๔. เขื่อนต้องการเก็บน้ำไว้มากเพื่อประโยชน์ในการผลิตกระแสไฟฟ้าหรือไม่

การ ผลิตกระแสไฟฟ้าจากเขื่อนไม่ใช่วัตถุประสงค์หลักของการบริหารจัดการน้ำใน เขื่อน แต่เป็นผลพลอยได้จากการระบายน้ำตามความต้องการใช้น้ำเพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ อาทิ การอุปโภค บริโภค การเกษตรกรรม รวมทั้งการบรรเทาอุทกภัย ซึ่งการบริหารจัดการเรื่องปริมาณน้ำที่จะต้องระบายออก ในช่วงเวลาใดๆ ในรอบปี อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้ม สถานการณ์น้ำ ที่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นคณะกรรมการ โดยมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อพิจารณาตัดสินใจบริหารน้ำร่วมกันอย่างใกล้ชิด

นอก จากนี้การเก็บกักน้ำไว้เพื่อใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าจะไม่ก่อให้เกิดผล ประโยชน์ในเรื่องรายได้ที่เพิ่มขึ้นต่อ กฟผ. แต่ประการใด ทั้งนี้เนื่องจากในระบบโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าปัจจุบัน คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานกำหนดให้ กฟผ. ได้รับอัตราค่าไฟฟ้าในรูปแบบ “ผลตอบแทนเงินลงทุน” (ROIC) จึงไม่มีแรงจูงใจให้ กฟผ. จะต้องเก็บกักน้ำไว้ในปริมาณมากๆ แต่อย่างใด ดังนั้น ปัจจุบันการระบายน้ำจากเขื่อนจึงเป็นไปตามความจำเป็นทางด้านเกษตรกรรม การบรรเทาอุทกภัย และสาธารณูปโภคเป็นหลัก

๕.ปัจจุบันเขื่อนลดปริมาณการปล่อยน้ำลงแล้ว แต่ทำไมน้ำยังท่วมอยู่

ปัจจุบัน (๒๙ ต.ค. ๕๔) เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์มีการระบายน้ำออกรวมกันวันละ ๕๓ ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นปริมาณน้ำไหลผ่านจังหวัดนครสวรรค์เพียงประมาณ ๖๑๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หรือคิดเป็นร้อยละ ๑๖.๗ ของมวลน้ำที่ไหลผ่านจังหวัดนครสวรรค์ราว ๓,๖๕๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ดังนั้นการระบายน้ำจากทั้งสองเขื่อนจึงไม่ใช่สาเหตุหลักของปัญหาน้ำท่วม ซึ่งน้ำที่ผ่านจังหวัดนครสวรรค์มาจากแม่น้ำหลัก ๔ สาย คือ ปิง วัง ยม และน่าน ขณะที่มีเขื่อนขนาดใหญ่กั้นอยู่เพียง ๒ สาย คือ แม่น้ำปิงและน่าน ปริมาณน้ำส่วนที่เหลือจึงมาจากแม่น้ำยมและวัง รวมทั้งน้ำที่ค้างอยู่ตามทุ่งไหลลงมา ซึ่งมีปริมาณรวมถึงร้อยละ ๘๓.๓ ของน้ำที่ผ่านจังหวัดนครสวรรค์ แล้วไหลสู่กรุงเทพฯและปริมณฑลไปรวมกับมวลน้ำที่ยังค้างอยู่ตามไร่นา จากสภาวะน้ำท่วมพื้นที่ภาคกลาง ตั้งแต่ช่วงเดือน ส.ค. – ก.ย. ทำให้มวลน้ำที่หลากเข้าสู่กรุงเทพฯ ยังคงมีปริมาณมาก

นอกจากนี้แล้ว เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ยังช่วยเก็บกักน้ำปริมาณจำนวนมากไว้ในช่วงเดือน ส.ค.-ก.ย. เพื่อบรรเทาสภาวะน้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลาง ซึ่งแม้ว่าจะมีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำทั้งสองเขื่อนมากถึง ๑๐,๙๔๐ ล้านลูกบาศก์เมตร แต่มีการระบายน้ำออกรวมกันเพียง ๔,๙๑๕ ล้านลูกบาศก์เมตร โดยได้เก็บกักน้ำไว้รวมทั้งสิ้น ๖,๐๒๕ ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งหากปริมาณน้ำจำนวนนี้ไม่ได้ถูกเก็บกักไว้ในเขื่อนทั้งสอง จะส่งผลกระทบต่อภาวะน้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลางมากขึ้น

ขอขอบคุณ http://www.changrob.com

Advertisements

Written by irrigation3

พฤศจิกายน 28, 2011 at 15:04

การบริหารจัดการน้ำหลาก ในเขต สชป.3 ปี 2554 – ตอนที่ 4

leave a comment »

เดือน กรกฎาคม  2554

สาเหตุ : เกิดร่องมรสุมพาดผ่านตอนบนของประเทศ มีฝนตกหนักในพื้นที่ลุ่มน้ำยมตอนบนจังหวัดพะเยา ลำปาง แพร่ และจ.สุโขทัย ทำให้แม่น้ำยมมีระดับและปริมาณเพิ่มสูงขึ้น ณ สถานีวัดน้ำ Y.1C (บ้านน้ำโค้ง อ.เมือง จ.แพร่) วันที่ 17 กรกฎาคม 2554 เวลา 07.00 น. วัดได้ 6.81 ม. ปริมาณน้ำไหลผ่าน 731.50 ลบ.ม./วินาที

ดัง นั้น โครงการฯ สุโขทัย จึงขอผันน้ำเข้าคลองหกบาท ประมาณ 150 ลบ.ม./วินาที ลงสู่คลอง ยม-น่าน ประมาณ 80 ลบ.ม./วินาที และคลองแม่น้ำยมสายเก่า ประมาณ 70 ลบ.ม./วินาที โดยเริ่มการระบาย ตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2554 เป็นต้นไป

ปัญหา/อุปสรรค : ในแม่น้ำยมสายเก่ายังมีน้ำท่วมขังในที่ลุ่มต่ำและ ปริมาณน้ำท่าในลุ่มน้ำน่านมีปริมาณมาก ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำน่านสูง เป็นอุปสรรคในการผันน้ำจากแม่น้ำยมลงสู่แม่น้ำน่าน

ข้อมูลจากดาวเทียม RADARSAT-2 บันทึกภาพวันที่ 16 กรกฎาคม 2554 เวลา 06.19 น.  

การบริหารจัดการน้ำ :

1. เพิ่มระดับกักเก็บน้ำเหนือเขื่อนนเรศวรจาก +47.50 ม. (รทก.) เป็น +47.80 ม.(รทก.) เพื่อลดศักยภาพการระบายน้ำของลำน้ำสาขาเป็นการชะลอน้ำจากพื้นที่ตอนบนของ เขื่อนนเรศวร

2. ลดการระบายน้ำจากเขื่อนแควน้อย จากวันละ 8.64 ล้าน ลบ.ม. (100 ลบ.ม./วินาที) เหลือวันละ 4.3 ล้าน ลบ.ม. (50 ลบ.ม./วินาที)

3. ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทราบ

เขื่อนสิริกิติ์ได้ดำเนินการระบายน้ำตามแผนฯ ไม่ได้ปรับลดการระบายน้ำแต่อย่างใด

สภาพน้ำในเขื่อน/อ่างเก็บน้ำ : ณ วันที่ 20 ก.ค.54 เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน 8,553 ล้าน ลบ.ม. (คิดเป็น 52.40% ของปริมาณน้ำใช้การทั้งหมด)

 ณ วันที่ 20 ก.ค.54 เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน มีปริมาณน้ำเพียง 40.48% ใช้การได้ 37.62%

Written by irrigation3

พฤศจิกายน 28, 2011 at 10:13

การบริหารจัดการน้ำหลาก ในเขต สชป.3 ปี 2554 – ตอนที่ 3

leave a comment »

เดือน มิถุนายน 2554

  

สาเหตุ : เกิดฝนตกหนักเนื่องจากอิทธิพลของดีเปรสชั่นไหหม่าใน พื้นที่ลุ่มน้ำยมตอนบน (พะเยา,แพร่,และสุโขทัย) ที่สถานีวัดน้ำ Y.20 บ้านห้วยสัก อ.สอง จ.แพร่ ในวันที่ 26 มิถุนายน 2554 วัดปริมาณฝนได้ 113 ม.ม. และในวันที่ 28 มิถุนายน 2554 วัดปริมาณน้ำไหลผ่าน 1,017 ลบ.ม./วินาที เพื่อเป็นการตัดยอดน้ำไม่ให้เกิดผลกระทบกับชุมชนเมืองสุโขทัยมากนัก โครงการชลประทานสุโขทัยจึงได้ผันน้ำจากแม่น้ำยมผ่านคลองหกบาทลงสู่แม่น้ำยม สายเก่าอัตรา 200 ลบ.ม./วินาที (ศูนย์อุทกฯ ได้ตรวจวัดได้ 255 ลบ.ม./วินาที) (28 มิ.ย.54)

ปัญหา/อุปสรรค : เนื่องจากสภาพที่พื้นที่มีดินที่อิ่มตัวแล้วจากน้ำท่วมครั้งแรก และมีน้ำบางส่วนที่ยังระบายไม่ออกเพราะเป็นที่ลุ่มต่ำ จึงทำให้มีพื้นที่น้ำท่วมเกิดขึ้น โดยมีน้ำท่วมเขต อ.พรหมพิราม 11,219 ไร่, อ.บางระกำ 7,618 ไร่

การบริหารจัดการน้ำ :

1. สชป.3 ได้ประสาน กรมชลประทานและเขื่อนสิริกิติ์ (กฟผ.) ลดการระบายน้ำตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายน 2554

2. จากการคาดการณ์ มวลน้ำจาก จ.แพร่ จะเดินทางถึง ปตร.หาดสะพานจันทร์ อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย ประมาณวันที่ 28 มิถุนายน 2554 (ใช้เวลา 2-3 วัน) สชป.3 จึงพยายามพร่องน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำยมตอนล่างรวมทั้งแม่น้ำยมสายเก่า โดยการผันน้ำผ่านคลองระบายน้ำ DR.2.8 และ DR.15.8 ของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพลายชุมพล ลงสู่แม่น้ำน่านให้ได้มากที่สุด โดยการควบคุมระดับน้ำในแม่น้ำน่านให้ลดต่ำลง เพื่อเตรียมรับสถานการณ์หากมีการตัดยอดน้ำในแม่น้ำยมไม่ให้ไหลเข้า อ.เมืองสุโขทัย มาลงสู่แม่น้ำยมสายเก่า ซึ่งอาจเกิดผลกระทบราษฎรบริเวณดังกล่าว ทั้งนี้ได้ให้โครงการฯ พิษณุโลกแจ้งเตือนให้ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก และผู้เกี่ยวข้องทราบ

3. ประสานกับกรมฯ เนื่องจากคาดว่ามวลน้ำดังกล่าวจะเดินทางถึงเขื่อนเจ้าพระยาอีกประมาณ 2-3 สัปดาห์ถัดไป จึงเห็นควรให้เขื่อนเจ้าพระยาลดระดับน้ำเหนือเขื่อนลงบ้าง เพื่อเป็นการพร่องน้ำในพื้นที่และเพิ่มศักยภาพการระบายน้ำของลำน้ำสาขา เป็นการเตรียมพร้อมการรับสถานการณ์น้ำหลากจากลุ่มน้ำตอนบน และปริมาณฝนที่อาจจะเกิดขึ้นจากความกดอากาศต่ำในบริเวณภาคกลางอีกด้วย

4. โครงการฯ พิษณุโลกได้ว่าจ้างรถแบ็คโฮของเอกชน ขุดดินกลบหลังท่อ ขุดดินป้องกันน้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้น

5. ส่งเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ของกรมชลประทานไปทำการสูบน้ำออกจากพื้นที่ท่วม ขัง จำนวน 10 เครื่อง ไปติดตั้งที่ หมู่ที่ 8 ต.หนองแขม 3 เครื่อง, หมู่ที่ 8,10 ต.ท่าช้าง 5 เครื่อง, หมู่ที่ 11 ต.พรหมพิราม  2 เครื่อง

6. โครงการฯ พิษณุโลก ได้ประสานกองทัพภาคที่ 3 ได้ส่งกำลังทหารมาช่วยนำกระสอบทรายเสริมคันดินคลอง เพื่อป้องกันน้ำเข้าท่วมบ้านเรือนราษฎร ต.ท่าช้าง จำนวน 40 นาย

7. โครงการฯ พิษณุโลก ได้ขอความร่วมมือจากสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย FM.94.25 เวลา 06.00 น. เพื่อรายงานสถานการณ์น้ำให้กับประชาชนเกษตรกรได้รับทราบล่วงหน้าทุกวัน

8. ในส่วนของจังหวัดโดยผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก ดร.ปรีชา เรืองจันทร์ ได้ให้ความสำคัญเรื่องของการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยของจังหวัดเป็น อย่างมาก และได้ออกตรวจติดตามสถานการณ์น้ำด้วยตนเองทุกวัน

9. สชป.3 ได้ประชุม/หารือ ร่วมกับ สชป.4 หาแนวทางบริหารจัดการน้ำหลากในโคร่งข่ายน้ำยมให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพใน วันที่ 15 มิถุนายน 2554

    อย่างไรก็ตามหลังจากสถานการณ์เริ่มคลี่คลายลง ได้ประสานกับเขื่อนสิริกิติ์ให้เพิ่มการระบายน้ำตามแผนการส่งน้ำปกติ โดยไม่ให้เกิดผลกระทบกับท้ายน้ำ

สภาพน้ำในเขื่อน/อ่างเก็บน้ำ : ณ วันที่ 30 มิ.ย.54 เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน 7,175 ล้าน ลบ.ม. (คิดเป็น 43.96% ของปริมาณน้ำใช้การทั้งหมด)

Written by irrigation3

พฤศจิกายน 17, 2011 at 09:50

การบริหารจัดการน้ำหลาก ในเขต สชป.3 ปี 2554 – ตอนที่ 2

leave a comment »

2.สถานการณ์อุทกภัยและการบริหารจัดการน้ำ ในเขต สชป.3 ช่วงเดือน พ.ค. 54 ถึง เดือน ส.ค.54

เดือน พฤษภาคม 2554

สาเหตุ : มีความกดอากาศต่ำปกคลุมบริเวณภาคเหนือ ทำให้มีฝนตกหนักในพื้นที่ลุ่มน้ำยมตอนบน ในเขต จ.พะเยา แพร่ และสุโขทัย อย่างต่อเนื่องหลายวัน สถานีวัดน้ำฝน Y.20 วัดได้ 46 ม.ม. (วันที่ 9 พ.ค.54) , 69 ม.ม. (วันที่ 10 พ.ค.54) ทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีปริมาณน้ำไหลผ่านสถานีวัดน้ำ Y.20 บ้านห้วยสัก อ.สอง จ.แพร่ ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2554 ประมาณ  712 ลบ.ม./วินาที และปริมาณน้ำดังกล่าวได้ไหลผ่าน สถานีวัดน้ำ Y.14 อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย ในวันที่  13 พฤษภาคม 2554 ประมาณ 650 ลบ.ม./วินาที  ดังนั้น โครงการชลประทานสุโขทัย จึงได้ผันน้ำผ่านคลองหกบาทลงสู่แม่น้ำยมสายเก่าประมาณ 100 ลบ.ม./วินาที (เพื่อบรรเทาความเสียหายเขตชุมชน อ.เมืองสุโขทัย) ทำให้เกิดผลกระทบบริเวณ  ต.บ้านกร่าง อ.เมืองพิษณุโลก และ ต.ชุมแสงสงคราม อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ถูกน้ำท่วมประมาณ 1,000 ไร่

 

ปัญหา/อุปสรรค : เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงรอยต่อระหว่างฤดูแล้ง และต้นฤดูฝน ซึ่งเกษตรกรมีการสร้างทำนบดินชั่วคราวปิดกั้นในแม่น้ำยมและแม่น้ำยมสายเก่า เป็นช่วงๆ ตลอดทั้งลำน้ำไว้ เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในการเกษตร เมื่อมีน้ำหลากจึงกลายเป็นสิ่งกีดขวางทางน้ำ

 

การบริหารจัดการน้ำ : สชป.3 ได้เฝ้าติดตามสภาพอากาศ และน้ำท่าในลุ่มน้ำที่รับผิดชอบอย่างใกล้ชิด เมื่อเกิดหย่อมความกดอากาศต่ำ บริเวณภาคเหนือ และทำให้มีฝนตกหนักในพื้นที่ลุ่มน้ำยมตอนบน สชป.3 ได้ดำเนินการพร่องน้ำในพื้นที่โครงข่ายน้ำในเขต อ.พรหมพิราม และ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก โดยการผันน้ำจากแม่น้ำยมลงสู่แม่น้ำน่านผ่านคลองระบาย DR.15.8 และ DR.2.8 ประมาณวันละ 9 – 10 ล้าน ลบ.ม. ตั้งแต่วันที่ 11 พฤษภาคม 2554 เป็นต้นมา แต่เนื่องจากมีสิ่งกีดขวางทางน้ำ (ทำนบดิน) ในแม่น้ำยมสายเก่า ทำให้ศักยภาพในการระบายน้ำลดลง จึงต้องมีการประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทำการรื้อถอนทำนบดินดังกล่าว เหตุการณ์ครั้งนี้มีพื้นที่ในเขตรับผิดชอบได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมบ้างเล็ก น้อย


สภาพน้ำในเขื่อน/อ่างเก็บน้ำ : ณ วันที่ 17 พ.ค.54 เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน 4,700 ล้าน ลบ.ม. (คิดเป็น 28.80% ของปริมาณน้ำใช้การทั้งหมด)

Written by irrigation3

พฤศจิกายน 15, 2011 at 11:13

การบริหารจัดการน้ำหลาก ในเขต สชป.3 ปี 2554 – ตอนที่ 1

leave a comment »

เมื่อ เข้าสู่ฤดูฝนของทุกปี  สำนักชลประทานที่ 3 เป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีบทบาทในการดำเนินการป้องกันเฝ้าระวัง และแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่รับผิดชอบ  ทั้งพื้นที่การเกษตรและพื้นที่ชุมชน  จะดำเนินการติดตามเฝ้าระวังสภาพอากาศ สภาพน้ำฝน และสภาพน้ำท่าอย่างใกล้ชิด ตลอดจนสั่งการให้โครงการชลประทาน เตรียมความพร้อมในด้านต่าง ๆ รวมทั้งการตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของอาคารชลประทาน และระบบป้องกันน้ำท่วมที่อยู่ในความรับผิดชอบให้มีความพร้อมใช้งานได้ตลอด เวลา นอกจากนั้น ยังได้ร่วมปฏิบัติงานกับหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง   ในการจัดทำแผนแบบบูรณาการ การแจ้งข่าวสถานการณ์น้ำ รวมถึงการปฏิบัติการเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาระหว่างเกิดเหตุการณ์

1.การบริหารจัดการน้ำของเขื่อน/อ่างเก็บน้ำ เพื่อการเกษตร ในเขต สชป.3 (ก่อนการเกิดอุทกภัย) ช่วงเดือน พ.ย. 53 ถึง เดือน เม.ย.54

สภาพ น้ำในเขื่อนต่างๆ ณ วันที่ 1 พ.ย.53 เขื่อนภูมิพล มีปริมาณน้ำใช้การได้ 49% เขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาณน้ำใช้การได้ 74% และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน มีปริมาณน้ำใช้การได้ 100%

กรม ชลประทาน ได้กำหนดแผนการส่งน้ำ ฤดูแล้ง ตั้งแต่เดือน พ.ย. ถึง เม.ย. และฤดูฝน ตั้งแต่เดือน มิ.ย. ถึง ต.ค. ของทุกปี สำหรับแผนการจัดสรรน้ำเพื่อการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2553/54 มีแผนการใช้น้ำจากเขื่อนภูมิพลและสิริกิติ์รวม 6,800 ล้าน ลบ.ม. และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน 600 ล้าน ลบ.ม.

และแผนการจัดสรรน้ำเพื่อการเพาะปลูกพืชฤดูฝน ปี 2554 โดยมีแผนการใช้น้ำจากเขื่อนภูมิพลและสิริกิติ์รวมอีกประมาณ 4,000 ล้าน ลบ.ม. และ

เขื่อนแควน้อยบำรุงแดนอีกประมาณ 400 ล้าน ลบ.ม.

ซึ่ง แผนการจัดสรรน้ำเพื่อการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2553/54 ได้วางแผนให้มีการระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพลและสิริกิติ์มากกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากมีปริมาณน้ำต้นทุนเพียงพอ

ใน การวางแผนการจัดสรรน้ำเพื่อการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2553/54 หลังจากสิ้นสุดแผนการส่งน้ำ ประมาณเดือน เม.ย. จะเหลือปริมาณน้ำในเขื่อนสิริกิติ์ ประมาณ 4,300 ล้าน ลบ.ม. (เป็นปริมาณน้ำใช้การได้เพียง 1,450 ล้าน ลบ.ม.) ซึ่งยังมีความเสี่ยงในการขาดแคลนน้ำในช่วงนาปี หากมีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ประกอบกับในช่วงต้นเดือน พ.ค. กรมอุตุฯ ได้คาดหมายว่าประมาณเดือน มิ.ย. ถึง ก.ค. ฝนอาจจะทิ้งช่วง จึงทำให้ต้องมีการใช้น้ำอย่างระมัดระวังยิ่งขึ้น

ดังนั้นจึงมีผลการระบายน้ำของเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์สูงกว่าแผนที่วาง ไว้เพียงเล็กน้อย  ซึ่งที่ผ่านมาจะมีผลการใช้น้ำมากกว่าแผนประมาณ 30% มาโดยตลอด

และ เมื่อสิ้นสุดแผนการจัดสรรน้ำเพื่อการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2553/54  ณ วันที่ 1 พ.ค.54 เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน 4,209 ล้าน ลบ.ม. (คิดเป็น 25.79% ของปริมาณน้ำใช้การทั้งหมด) ขณะที่พื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปี มีความต้องการน้ำจากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ประมาณ 4,000 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งต้องพึ่งปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนในช่วงฤดูฝนเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดู แล้งของปีถัดไป หากมีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อน ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยก็จะทำให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำในปีถัดไปได้ ซึ่งกรมชลประทานได้บริหารจัดการน้ำภายใต้ขีดจำกัดของปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่น้อยกว่าความต้องการมาก เนื่องจากมีการขยายพื้นที่เพาะปลูกมากขึ้นทุกๆปี แต่มีการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อกักเก็บน้ำน้อยมาก

จะ เห็นได้ว่าหลังจากสิ้นสุดการส่งน้ำนาปรัง ประมาณเดือน เม.ย. ปริมาณน้ำในเขื่อน ต่ำกว่าเกณฑ์การกักเก็บน้ำต่ำสุด ประมาณ 3,000 ล้าน ลบ.ม.
ประมาณ 3,000 ล้าน ลบ.ม.

Written by irrigation3

พฤศจิกายน 15, 2011 at 10:05