ร้อยเรื่องราว…น้ำ

ความรู้การบริหารจัดการน้ำ-สำนักชลประทานที่3

รู้ทัน-ป้องกันหวัด 2009!!

leave a comment »


นับ ตั้งแต่ข่างการติดเชื้อและเสียชีวิตของผู้ป่วยอันเนื่องจากสาเหตุของโรคไข้ หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่ประเทศเม็กซิโกเผยแพร่ออกไปเมื่อประมาณปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา จนกลายเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก ก่อให้เกิดกระแสความตื่นตัว ยิ่งนับวันก็ยิ่งมีการรายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดเกิดขึ้นในหลายๆ ประเทศ ทำให้องค์การอนามัยโลกกังวลว่าไข้หวัดใหญ่ 2009 อาจจะสร้างความรุนแรงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ในตอนแรก ทั้งนี้ประเทศแถบเอเชียใกล้ๆ ประเทศไทยเราก็มีรายงานผู้ติดเชื้อแล้ว ไม่ว่าจะเป็นจีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย

จาก คำอธิบายของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้ระบุข้อมูลของไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่ 2009 ไว้ว่า ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ เป็นโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ในคน แพร่ติดต่อระหว่างคนสู่คน ไม่พบว่ามีการติดต่อมาจากสุกร แต่เกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิดเอ เอช 1 เอ็น1 (A-H1N1) ซึ่งเป็นเชื้อตัวใหม่ที่ไมเคยพบทั้งในสุกรและในคน เป็นเชื้อที่เกิดจากการผสมข้ามสายพันธุ์ ซึ่งมีสารพันธุกรรมของเชื้อไข้หวัดใหญ่คน ไข้หวัดใหญ่สุกร และไข้หวัดใหญ่สัตว์ปีกด้วย

เริ่ม พบการระบาดที่ประเทศเม็กซิโก และเมื่อองค์การอนามัยโลกได้ประกาศชื่อเป็นทางการเมื่อวันที่ 29 เมษายนที่ผ่านมา จึงเปลี่ยนชื่อเป็น “ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอช1เอ็น1” และใช้ชื่อย่อว่า “ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009”

ไวรัสสายพันธุ์ใหม่ 2009 นี้ ร้ายแรงแค่ไหน?

หาก เทียบกับไข้หวัดนก ในแง่ของอัตราผู้เสียชีวิตเมื่อได้รับเชื้อ พบว่าไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้ร้ายแรงน้อยกว่า คือ ทำให้ผู้ติดเชื้อเสียชีวิตน้อยกว่า โดยอยู่ที่อัตราประมาณร้อยละ 5 – 10 ในขณะที่ไข้หวัดนกมีอัตราผู้เสียชีวิตอยู่ที่ประมาณ ร้อยละ 60 – 65 แต่สิ่งที่น่ากลัวสำหรับไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 นี้ คือ มีการติดต่อหรือแพร่เชื้อได้ง่ายและรวดเร็ว หรือถ้าเชื้อเกิดมีการกลายพันธุ์และติดต่อกับไปกลับมาระหว่างคนกับสัตว์ หรือคนสู่คนด้วยก็จะน่ากลับมายิ่งขึ้น

ปัจจุบัน การแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิด เอ (เอช1 เอ็น1) กำลังขยายตัวไปทั่วโลก และขณะนี้ประเทศไทยพบการระบาดภายในประเทศแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานศึกษา และสถานประกอบการ ซึ่งอาจแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้มีอาการคล้ายกัน กับไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ธรรมดา ส่วนใหญ่มีอาการน้อยและหายได้โดยไม่ต้องรับการรักษาที่โรงพยาบาล

สำหรับ ผู้ป่วยจำนวนไม่มากในต่างประเทศที่เสียชีวิต มักเป็นผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคปอด หอบหืด โรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน เป็นต้น ผู้มีภูมิต้านทานต่ำ โรคอ้วน ผู้สูงอายุมากกว่า 65 ปี เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี และหญิงมีครรภ์

ผู้ ป่วยส่วนใหญ่จะเริ่มมีอาการหลังจากได้รับเชื้อไวรัส 1 – 3 วัน น้อยรายที่นานถึง 7 วัน อาการป่วยใกล้เคียงกันกับโรคไข้หวัดใหญ่ที่เกิดขึ้นทั่วไป เช่น มีไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ไอ เจ็บคอ คัดจมูก อาจมีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสียร่วมด้วย

ผู้ ป่วยส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 90 มีอาการไม่รุนแรง หายป่วยได้โดยไม่ต้องนอนรักษาในโรงพยาบาล อาการจะทุเลาและหายป่วยภายใน 5 – 7 วัน แต่บางรายที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง อาจมีอาการปวดอักเสบรุนแรง จะมีอาการหายใจเร็ว เหนื่อย หอบ หายใจลำบาก ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้ อัตราผู้ป่วยเสียชีวิตใกล้เคียงกับไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลหรือไข้หวัดใหญ่ ธรรมดา คือ ร้อยละ 0.1 – 1

การป้องกันไม่ให้ติดเชื้อ

– ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ ดื่มสุรา หมั่นล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำ และสบู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังไอ หรือจาม

– รักษาบ้านเรือนให้สะอาด เช็ดเครื่องเรือน และของใช้ในบ้าน ในที่ทำงาน โดยเฉพาะโทรศัพท์เป็นประจำอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง ด้วยผ้าชุบน้ำสบู่ หรือผงซักฟอกเจือจาง และเช็ดซ้ำด้วยน้ำสะอาด หรือเช็ดด้วยแอลกอฮอล์ล้างแผล

– หากไม่มีความจำเป็นควรชะลอการเดินทางไปยังประเทศที่เป็นพื้นที่เกิดการระบาดจน กว่าสถานการณ์จะยุติลง ถ้าป่วยมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น มีไข้ มีน้ำมูก เสมหะควรปิดปากจมูกเวลาไอ โดยใช้ผ้าเช็ดหน้า หรือกระดาษทิชชู และทิ้งลงถังขยะที่มีฝาปิดและสวมหน้ากากอนามัย เมื่ออยู่กับผู้อื่น และควรพบแพทย์

– หลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่

– หากต้องดูแลผู้ป่วยควรสวมหน้ากากอนามัยและให้ผู้ป่วยสวมหน้ากากอนามัยด้วย หลังดูแลผู้ป่วยทุกครั้ง ควรรีบล้างมือด้วยน้ำ และสบู่ให้สะอาดทันที

– ไม่ใช้แก้วน้ำ หลอดดูดน้ำ ช้อนอาหาร ผ้าเช็ดมือ ผ้าเช็ดหน้าร่วมกับผู้อื่น โดยเฉพาะผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่

– ใช้ช้อนกลางทุกครั้ง เมื่อรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น

– หมั่นล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังไอ จาม

– รักษาสุขภาพให้แข็งแรง โดยรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ รวมทั้ง ไข่ นม ผักและผลไม้ ดื่มน้ำสะอาด และนอนหลักพักผ่อนให้พอเพียง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอหลีกเลี่ยงบุหรี่และสุรา

การป้องกันไม่ให้แพร่เชื้อ

– หากป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ ควรหยุดงาน หยุดเรียน เป็นเวลา 3 – 7 วัน ซึ่งจะช่วยลดการแพร่ระบาดได้มาก

– หลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้อื่น

– สามหน้ากากอนามัย เมื่ออยู่กับผู้อื่น หรือใช้ทิชชูปิดจมูกปากทุกครั้งที่ไอจาม ทิ้งทิชชูลงในถังขยะที่มีฝาปิด แล้วล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่

สถานการณ์ โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ (เอช1 เอ็น1) ในประเทศไทย ขณะนี้ จากการเฝ้าระวังโรค ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2552 – 15 มิถุนายน 2552 ไทยพบผู้ป่วยที่ตรวจยืนยันว่าติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิด เอ (เอช1 เอ็น1) จำนวน 201 ราย ซึ่งจำแนกเป็นผู้ติดเชื้อจากต่างประเทศจำนวน 30 ราย และผู้ที่ติดเชื้อภายในประเทศ 171 ราย

โดย ขณะนี้ มีการระบาดของโรคในกรุงเทพมหานคร ชลบุรี ปทุมธานี ซึ่งมีการระบาดในโรงเรียนและสถานบันเทิงในแหล่งท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่าง ชาติ ผู้ป่วยทั้งหมดมีอาการไม่รุนแรง ไม่มีผู้เสียชีวิต ส่วนผู้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยได้รับการติดตามเฝ้าสังเกตอาการจากเจ้า หน้าที่สาธารณสุขอย่างใกล้ชิด บางรายมีอาการป่วยแต่ไม่มีอาการรุนแรงและได้รับรับการดูแลรักษาแล้ว

กระทรวงสาธารณสุขคาดการณ์แนวโน้มการระบาดในประเทศไทยอย่างไร

เมื่อ พิจารณาสถานการณ์การระบาดทั้งในและนอกประเทศ ลักษณะธรรมชาติของโรค ร่วมกับสภาวะแวดล้อมและศักยภาพในประเทศ จึงควรจัดแบ่งสถานการณ์การระบาดในประเทศเป็น 3 ระยะต่อเนื่องกัน ดังนี้

สถานการณ์ A มีผู้ป่วยที่ติดเชื้อจากต่างประเทศและเดินทางเข้ามาในประเทศ

สถานการณ์ B มีการแพร่ระบาดในประเทศในวงจำกัด

สถานการณ์ C มีการแพร่ระบาดอย่างกว้างขวางภายในประเทศ

ในระยะที่ผ่านมา ตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน ถึง ต้นเดือนมิถุนายน 2552 ประเทศไทยได้ทำการคัดกรองผู้เดินทางระหว่างประเทศ (สถานการณ์ A) และยืนยันสกัดการแพร่เชื้อในประเทศได้นานกว่า 6 สัปดาห์ ซึ่งนับว่านานกว่าประเทศอื่นๆ อีกจำนวนมาก

แต่ข้อมูลล่าสุดชี้ให้เห็นว่า ในขณะนี้ประเทศไทยเริ่มมีการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ภายในประเทศแล้ว (สถานการณ์ B) และการระบาดภายในประเทศอาจจะขยายวงกว้างต่อไป (สถานการณ์ C) เช่นเดียวกับการระบาดในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น

อย่าง ไรก็ตาม หากความร่วมมือด้านการป้องกัน และควบคุมโรคจากทุกฝ่าย รวมทั้งประชาชน มีความเข้มแข็ง ไทยก็จะสามารถผ่านวิกฤติการณ์ไปได้และมีความสูญเสีย หรือผลกระทบต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ และสังคมน้อยที่สุด

หน้ากากอนามัย

เนื่อง จากโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ สามารถแพร่ติดต่อกันได้ง่ายจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง จากการถูกละอองฝอยไอจาม น้ำมูก น้ำลาย ของผู้ป่วยโดยตรง หรือบางรายอาจได้รับเชื้อผ่านทางมือหรือสิ่งของเครื่องใช้ที่ปนเปื้อนเชื้อ เช่น แก้วน้ำ ลูกบิด ประตู ราวบันได

วิธีที่จะช่วยป้องกันไม่ให้โรคแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ววิธีหนึ่ง คือ การสวมหน้ากากอนามัยเมื่อมีอาการป่วยเป็นไข้ หรือ ไอ จาม เพราะหากผู้ป่วยไม่สวมหน้ากากอนามัย ขณะที่ไอหรือจาม จะสามารถแพร่เชื้ออกไปได้ไกล 1 – 5 เมตร ทำให้ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดมีโอกาสรับเชื้อและป่วยเป็นโรคได้

จาก ผลการวิจัยขององค์การอนามัยโลก พบว่า การใส่หน้ากากอนามัยสามารถลดการแพร่กระจายเชื้อที่ติดมากับละอองฝอยได้ ถึงร้อยละ 80 ดังนั้น หน้ากากอนามัย จึงเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่สามารถป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรคไข้ หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ได้เป็นอย่างดี

การล้างมือ

บาง คนอาจจะสงสัยว่า เชื้อหวัดมันมากับอากาศแล้วเราจะล้างมือไปทำไม? ช่วยอะไรได้หรือ? คงต้องย้อนกลับไปดูการแพร่เชื้อทางอากาศ ซึ่งจะเห็นว่าขนาดของอนุภาคที่ออกมามีตั้งแต่เล็กไม่กี่ไมครอน ไปจนกระทั่งถึง 1,000 ไมครอน เมื่ออนุภาคลอยออกมา พวกที่เล็กมากๆ จะระเหยไปและเชื้อก็ตายไป พวกที่เล็กปานกลางลอยไปได้ประมาณ 1 – 3 เมตร และลอยเข้าจมูกไปได้

ส่วน พวกที่ขนาดใหญ่ๆ บางทีจะติดตามมือที่เอาไปบังปากเวลาไอ จากนั้นก็ไปจับลูกบิดประตู จับโต๊ะ ทำให้เชื้อไปเปื้อนตามพื้นผิว คนที่เดินตามมาทีหลังจับเข้าไป เชื้อก็ไปอาศัยความชื้นจากเหงื่อในมือทำให้อยู่ได้นานขึ้น สุดท้ายพอเอามือไปขยี้ แคะจมูก หรือหยิบของเข้าปากเชื้อโรคก็แล่นเข้าได้อย่างรวดเร็ว

เรื่อง ของเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ๆ จะไม่ใช่เรื่องไกลตัวของคนไทยอีกแล้ว เพราะเรามีโอกาสที่จะติดเชื้อเหล่านี้ได้ทุกเมื่อโดยไม่ทันตั้งตัว และไม่แน่ว่า… มันอาจจะเกิดขึ้นกับตัวคุณ และคุณเป็นผู้เริ่มต้นของการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ก็เป็นได้ แต่หากคุณรู้จักวิธีการป้องกันอย่างถูกต้อง เรื่องของเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ก็จะไม่เป็นเรื่องที่น่ากลัวอีกต่อไป

ล้างมืออย่างไรให้สะอาด

ล้างมือ 6 ขั้นตอน อย่างน้อย 40 – 60 วินาที ก่อนรับประทานอาหาร เตรียม/ปรุงอาหาร หลังขับถ่าย หยิบจับสิ่งสกปรกหรือสัมผัสสัตว์เลี้ยง และสัตว์ปีกสุขภาพดีเริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการล้างมือ

ขั้นตอนที่ 1 ฟอกฝ่ามือและง่ามนิ้วมือด้านหน้า 5 ครั้ง โดยเน้นซอกนิ้วมือ

ขั้นตอนที่ 2 ฟอกหลังมือและง่ามนิ้วมือ ด้านหลังข้างละ 5 ครั้ง โดยเน้นซอกนิ้วมือ

ขั้นตอนที่ 3 ฟอกนิ้วและข้อนิ้วมือด้านหลัง ข้างละ 5 ครั้ง

ขั้นตอนที่ 4 ฟอกนิ้วหัวแม่มือข้างละ 5 ครั้ง

ขั้นตอนที่ 5 ฟอกปลายนิ้วมือ เล็บ โดยหมุนวนไปบนฝ่ามือข้างละ 5 ครั้ง

ขั้นตอนที่ 6 ฟอกรอบข้อมือโดยรอบ ข้างละ 5 ครั้ง

ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

Written by irrigation3

กรกฎาคม 20, 2009 ที่ 11:14

เขียนใน สุขภาพ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: