ร้อยเรื่องราว…น้ำ

ความรู้การบริหารจัดการน้ำ-สำนักชลประทานที่3

Archive for มีนาคม 2009

ประวัติกรมชลประทาน

leave a comment »

               งานชลประทาน   เริ่มขึ้นอย่างจริงจังในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการขุดลอกคลอง   และขุดคลองขึ้นใหม่ในบริเวณ ทุ่งราบภาคกลางจำนวนมาก    ดำเนินการโดยเอกชน คือบริษัทขุดคลองแลคูนาสยาม (Siam Canals, Lands and Irrigation Company) ได้รับพระบรมราชานุญาต เมื่อพ.ศ. 2431 เริ่มขุดคลองเมื่อพ.ศ. 2433 มีระยะเวลาดำเนินการ ตามสัมปทาน 25 ปี โครงการประกอบด้วยการก่อสร้างระบบคลอง ในบริเวณพื้นที่ราบฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา เขตจังหวัดปทุมธานี ที่เรียกว่า ทุ่งรังสิต โดยขุดคลองสายใหญ่ เชื่อมระหว่างแม่น้ำเจ้าพระยา   ตรงไปยังแม่น้ำนครนายก พร้อมกับการสร้างประตูระบายน้ำ   สำหรับควบคุมการเก็บกักน้ำเพื่อการเพาะปลูก   และสร้างประตู เรือสัญจรเพื่อการคมนาคม ขนส่งทางน้ำตลอดทั้งปี หลังจากที่บริษัทดังกล่าวได้ดำเนินการ มาประมาณ 10 ปี เจ้าพระยาเทเวศวงศ์วิวัฒน ์เสนาบดีกระทรวงเกษตราธิการ  ได้ไปตรวจราชการที่ทุ่งรังสิต เมื่อเดือนพฤศจิกายน   พ.ศ.2442  พบว่า ทุ่งรังสิต จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือด้านการชลประทานเป็นการด่วน จึงนำความขึ้นกราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต  จ้างนายช่างชลประทาน ชาวต่างประเทศ มาศึกษาพิจารณา และแก้ไขเรื่อง การจัดหาน้ำในบริเวณทุ่งรังสิตให้ดีขึ้น พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นชอบ และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้จัดหาวิศวกรผู้ชำนาญงาน ด้านการชลประทาน ในพ.ศ. 2445 ได้ว่าจ้าง  

    เยโฮมัน          นายเย โฮมัน วันเดอร์ ไฮเด  วิศวกรชลประทานชาวฮอลันดา มาดำเนินงานชลประทานประเทศไทย  และทรงแต่งตั้งให้   นายเย โฮมัน  วันเดอร์ ไฮเด   เข้ารับราชการ  เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2445 พร้อมทั้งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้ง “กรมคลอง”  และทรงแต่งตั้งนาย เย โฮมัน วันเดอร์ ไฮเด เป็นเจ้ากรมคลองคนแรก เพื่อทำหน้าที่ดูแลทำนุบำรุงคลองต่างๆ ไม่ให้ตื้นเขิน นาย เย โฮมัน วันเดอร์ ไฮเด ได้ทำรายงานเสนอเห็นควรให้สร้างเขื่อนทดน้ำปิดกั้นแม่น้ำ เจ้าพระยาที่จังหวัดชัยนาท

            
             ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้ ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้ง “กรมทดน้ำ”  ขึ้นแทนกรมคลอง เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2457 และทรงแต่งตั้ง นายอาร์ ซี อาร์ วิล  สัน เป็นเจ้ากรมทดน้ำ  รวมทั้งจัดสร้างโครงการชลประทาน ป่าสักใต้     โครงการสร้างเขื่อนทดน้ำขนาดใหญ่  คือ เขื่อนพระราม 6 ขึ้นที่ตำบลท่าหลวง อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  สามารถช่วยเหลือ พื้นที่เพาะปลูกได้ประมาณ 680,000 ไร่ ซึ่งนับเป็นโครงการชลประทานขนาดใหญ่แห่งแรกใน ประเทศไทย

                     เขื่อนพระรามหก เขื่อนพระรามหก

             ซึ่งก่อสร้างด้วยหลักวิชาการ  ที่ถูกต้องและทันสมัยตามหลักเทคโนโลยีการพัฒนา แหล่งน้ำสมัยใหม่อย่างแท้จริง    และนับจากนั้นเป็นต้นมา ได้เริ่มก่อสร้างโครงการชลประทานกระจาย
ไปทั่วทุกภาคของประเทศ ทั้งภาคเหนือภาคกลาง ภาคใต้  และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นการจัดการ หาน้ำเพื่อการเกษตร และเพื่อการอุปโภคบริโภค  งานก่อสร้างโครงการชลประทานได้ขยายออกไป
อย่างกว้างขวาง เพื่อรองรับการขยายตัวทางการผลิต  และความต้องการบริโภคภายในประเทศ    จนในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชดำริว่า หน้าที่ของกรมทดน้ำ
มิได้ปฏิบัติงานอยู่เฉพาะแต่การทดน้ำเพียงอย่างเดียว   งานที่กรมทดน้ำปฏิบัติอยู่จริงในขณะนั้น มีทั้งการขุดคลอง การทดน้ำ  รวมทั้งการส่งน้ำตามคลองต่าง ๆ  อีกทั้งการสูบน้ำเพื่อช่วยเหลือการเพาะปลูก
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อจาก กรมทดน้ำ เป็น กรมชลประทาน  เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2470   โดยให้มีหน้าที่รับผิดชอบงานการขุดคลอง การทดน้ำ  การส่งน้ำ และการสูบน้ำช่วยเหลือ
พื้นที่เพาะปลูกอย่างทั่วถึง
             ในสมัยรัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงสนพระราชหฤทัย ในการศึกษาและพระราชทานแนวพระราชดำริอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ในการพัฒนาแหล่งน้ำมาตลอด  เช่น 
  โครงการอ่างเก็บน้ำเขาเต่า ที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อันเป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ อันเนื่องมาจากพระราชดำริแห่งแรก  ที่กรมชลประทานก่อสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2506 ซึ่งในรัชการของพระองค์ได้ทรงมีพระราชดำริให้กรมชลประทานดำเนินงานพัฒนาแหล่งน้ำทั่วประเทศมาแล้วประมาณ 2,000 โครงการ

Advertisements

Written by irrigation3

มีนาคม 31, 2009 at 14:58

เกณฑ์อากาศร้อน

leave a comment »

1. อากาศร้อน (Hot) อุณหภูมิตั้งแต่ 35.0 – 39.9 องศาเซลเซียส
2. อากาศร้อนจัด (Very Hot) อุณหภูมิตั้งแต่ 40.0 องศาเซลเซียสขึ้นไป

เกณฑ์อากาศหนาว ใช้อุณหภูมิต่ำสุดประจำวันและใช้เฉพาะในฤดูหนาว

1. อากาศเย็น (Cool) อุณหภูมิตั้งแต่ 18.0 – 22.9 องศาเซลเซียส
2. อากาศค่อนข้างหนาว (Moderately Cold) อุณหภูมิตั้งแต่ 16.0 – 17.9 องศาเซลเซียส
3. อากาศหนาว (Cold) อุณหภูมิตั้งแต่ 8.0 – 15.9 องศาเซลเซียส
4. อากาศหนาวจัด (Very Cold) อุณหภูมิตั้งแต่ 7.9 องศาเซลเซียสลงไป

ในคำพยากรณ์ฝนมีสิ่งสำคัญที่ควรรู้ 2 อย่างคือ

1. การกระจายของฝน
2. ปริมาณของฝน

เกณฑ์การกระจายของฝนแบ่งออกได้เป็น

1. ฝนบางพื้นที่ (Isolated) หมายถึง มีฝนตกน้อยกว่า 20% ของพื้นที่
2. ฝนกระจายเป็นแห่งๆ (Widely Scattered) หมายถึง มีฝนตกตั้งแต่ 20% ขึ้นไป แต่ไม่เกิน 40% ของ พื้นที่
3. ฝนกระจาย (Scattered) หมายถึง มีฝนตกตั้งแต่ 40% ขึ้นไป แต่ไม่เกิน 60% ของพื้นที่
4. ฝนเกือบทั่วไป (Almost Widespread) หมายถึง มีฝนตกตั้งแต่ 60% ขึ้นไป แต่ไม่เกิน 80% ของพื้นที่
5. ฝนทั่วไป (Widespread) หมายถึง มีฝนตกตั้งแต่ 80% ของพื้นที่ ขึ้นไป

เกณฑ์ปริมาณฝนแบ่งออกเป็น

1. ฝนเล็กน้อย (Light Rain) ฝนตกมีปริมาณตั้งแต่ 0.1 มิลลิเมตร ถึง 10.0 มิลลิเมตร
2. ฝนปานกลาง (Moderate Rain) ฝนตกมีปริมาณตั้งแต่ 10.1 มิลลิเมตร ถึง 35.0 มิลลิเมตร
3. ฝนหนัก (Heavy Rain) ฝนตกมีปริมาณตั้งแต่ 35.1 มิลลิเมตร ถึง 90.0 มิลลิเมตร
4. ฝนหนักมาก (Very Heavy Rain) ฝนตกมีปริมาณตั้งแต่ 90.1 มิลลิเมตร ขึ้น

ข้อมูลจาก  กรมอุตุนิยมวิทยา

Written by irrigation3

มีนาคม 31, 2009 at 14:51

ภาวะโลกร้อน

with 2 comments

ปรากฏการณ์โลกร้อน (อังกฤษ: Global warming) หมายถึงการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของอากาศใกล้พื้นผิวโลกและน้ำใน มหาสมุทรในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา และมีการคาดการณ์ว่าอุณหภูมิเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา นับถึง พ.ศ. 2548 อากาศใกล้ผิวดินทั่วโลกโดยเฉลี่ยมีค่าสูงขึ้น 0.74 ± 0.18 องศาเซลเซียส [1] ซึ่งคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) ของสหประชาชาติได้สรุปไว้ว่า “จากการสังเกตการณ์การเพิ่มอุณหภูมิโดยเฉลี่ยของโลกที่เกิดขึ้นตั้งแต่กลาง คริสต์ศตวรรษที่ 20 (ประมาณตั้งแต่ พ.ศ. 2490) ค่อนข้างแน่ชัดว่าเกิดจากการเพิ่มความเข้มของแก๊สเรือนกระจกที่เกิดขึ้นโดย กิจกรรมของมนุษย์ที่เป็นผลในรูปของปรากฏการณ์เรือนกระจก” [1] ปรากฏการณ์ธรรมชาติบางอย่าง เช่น ความผันแปรของการแผ่รังสีจากดวงอาทิตย์และการระเบิดของภูเขาไฟ อาจส่งผลเพียงเล็กน้อยต่อการเพิ่มอุณหภูมิในช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรมจนถึง พ.ศ. 2490 และมีผลเพียงเล็กน้อยต่อการลดอุณหภูมิหลังจากปี 2490 เป็นต้นมา[2][3] ข้อสรุปพื้นฐานดังกล่าวนี้ได้รับการรับรองโดยสมาคมและสถาบันการศึกษาทาง วิทยาศาสตร์ไม่น้อยกว่า 30 แห่ง รวมทั้งราชสมาคมทางวิทยาศาสตร์ระดับชาติที่สำคัญของประเทศอุตสาหกรรมต่างๆ แม้นักวิทยาศาสตร์บางคนจะมีความเห็นโต้แย้งกับข้อสรุปของ IPCC อยู่บ้าง [4] แต่เสียงส่วนใหญ่ของนักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานด้านการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ ของโลกโดยตรงเห็นด้วยกับข้อสรุปนี้ [5][6]

แบบจำลองการคาดคะเนภูมิอากาศที่สรุปโดย IPCC บ่งชี้ว่าอุณหภูมิโลกโดยเฉลี่ยที่ผิวโลกจะเพิ่มขึ้น 1.1 ถึง 6.4 องศาเซลเซียส ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 21 (พ.ศ. 2544-2643) [1] ค่าตัวเลขดังกล่าวได้มาจากการจำลองสถานการณ์แบบต่างๆ ของการแผ่ขยายแก๊สเรือนกระจกในอนาคต รวมถึงการจำลองค่าความไวภูมิอากาศอีกหลากหลายรูปแบบ แม้การศึกษาเกือบทั้งหมดจะมุ่งไปที่ช่วงเวลาถึงเพียงปี พ.ศ. 2643 แต่ความร้อนจะยังคงเพิ่มขึ้นและระดับน้ำทะเลก็จะสูงขึ้นต่อเนื่องไปอีกหลาย สหัสวรรษ แม้ว่าระดับของแก๊สเรือนกระจกจะเข้าสู่ภาวะเสถียรแล้วก็ตาม การที่อุณหภูมิและระดับน้ำทะเลเข้าสู่สภาวะดุลยภาพได้ช้าเป็นเหตุมาจากความ จุความร้อนของน้ำในมหาสมุทรซึ่งมีค่าสูงมาก [1]

การที่อุณหภูมิของโลกเพิ่มสูงขึ้นทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น และคาดว่าทำให้เกิดภาวะลมฟ้าอากาศสุดโต่ง (extreme weather) ที่รุนแรงมากขึ้น ปริมาณและรูปแบบการเกิดหยาดน้ำฟ้าจะเปลี่ยนแปลงไป ผลกระทบอื่นๆ ของปรากฏการณ์โลกร้อนได้แก่ การเปลี่ยนแปลงของผลิตผลทางเกษตร การเคลื่อนถอยของธารน้ำแข็ง การสูญพันธุ์พืช-สัตว์ต่างๆ รวมทั้งการกลายพันธุ์และแพร่ขยายโรคต่างๆ เพิ่มมากขึ้น

แต่ยังคงมีความไม่แน่นอนทางวิทยาศาสตร์อยู่บ้าง ได้แก่ปริมาณของความร้อนที่คาดว่าจะเพิ่มในอนาคต ผลของความร้อนที่เพิ่มขึ้นและผลกระทบอื่นๆ ที่จะเกิดกับแต่ละภูมิภาคบนโลกว่าจะแตกต่างกันอย่างไร รัฐบาลของประเทศต่างๆ แทบทุกประเทศได้ลงนามและให้สัตยาบันในพิธีสารเกียวโต ซึ่งมุ่งประเด็นไปที่การลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจก แต่ยังคงมีการโต้เถียงกันทางการเมืองและการโต้วาทีสาธารณะไปทั่วทั้งโลก เกี่ยวกับมาตรการว่าควรเป็นอย่างไร จึงจะลดหรือย้อนกลับความร้อนที่เพิ่มขึ้นของโลกในอนาคต หรือจะปรับตัวกันอย่างไรต่อผลกระทบของปรากฏการณ์โลกร้อนที่คาดว่าจะต้องเกิด ขึ้น

ข้อมูลจาก thaigoodview

Written by irrigation3

มีนาคม 23, 2009 at 13:34

ทำงานกับคอมพิวเตอร์อย่างมีความสุข

with 2 comments

    

 ……………………………………………………………………………………………………………………

         
           ชีวิตในปัจจุบันจำเป็นต้องทำงานกับคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน รวมถึงการเรียน และการพัก ผ่อนหย่อนใจในโลกไซเบอร์ด้วย หากแต่ถ้าเราทำงานกับคอมพิวเตอร์อย่างไม่ถูกสุขลักษณะจะก่อให้เกิดปัญหาในร่างกายเราต่อมา เช่น ภาวะปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง เอ็นอักเสบ หรือ วุ้นในตาเสื่อม เป็นต้น

          ในที่นี้จะเสนอแนวทางการทำงานร่วมกับคอมพิวเตอร์อย่างไร จึงจะถูกสุขลักษณะ

          แนวทางสำหรับจัดสภาพงานในการทำงานร่วมกับคอมพิวเตอร์ แบ่งออกเป็น 4 ส่วนใหญ่ๆ ดังต่อไปนี้

 
          1. แนวทางจัดสภาพงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ   ผู้ปฏิบัติงาน
          – ผู้ปฏิบัติงานควรเปลี่ยนอิริยาบถ หรือยืดกล้ามเนื้อเป็นระยะๆ ไม่ควรนั่งทำงานกับคอมพิวเตอร์อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานเกินไป (อาจพักทุก 2 ชั่วโมง)
          – ผู้ปฏิบัติงานควรตรวจสายตาก่อนทำงานที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ และตรวจวัดสายตาซ้ำเป็นระยะๆ
          – ผู้ปฏิบัติงานที่แพ้แสงสว่าง ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ก่อนปฏิบัติงานร่วมกับคอมพิวเตอร์
          – หากปวดกล้ามเนื้อหรือเอ็นเรื้อรัง ควรปรึกษาแพทย์

          2. แนวทางการจัดสภาพในส่วนที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
          – จอจัดแสงที่จอแสดงภาพ (Monitor) อย่างเหมาะสม คือ ไม่ควรมีแสงกระพริบ หรือวูบวาบ และมีความสว่าง หรือความเข้มข้นของแสงที่เหมาะสม และการปรับ Contrast ไม่ควรมากจนปวดตา หรือทำให้ตาล้า กล่าวคือ ควรปรับให้เหมาะสม ไม่สว่าง หรือมืดเกินไป
          – ตัวอักษรภาพ หรือลายเส้น ควรมีความคมชัดที่พอเหมาะ ในกรณีที่อุปกรณ์เสีย ต้องรีบแก้ไขทันที ควรหลีกเลี่ยงตัวอักษร หรือลายเส้นที่เป็นสีแดง ม่วง หรือน้ำเงิน
          – จอแสดงภาพต้องสามารถปรับมุมก้มเงย หรือเอียงได้
          – แป้นพิมพ์ (Keyboard) ต้องสามารถปรับระดับสูงต่ำ เพื่อให้เหมาะสมกับการวางมือของผู้ใช้แต่ละคน  

                                               

3. แนวทางการจัดสภาพงาน ในส่วนที่เกี่ยวกับสถานที่ปฏิบัติงาน
          – ระดับความเข้มของแสงสว่าง สำหรับงานสื่อสารข้อมูลควรอยู่ในระหว่าง 300-500 ลักซ์ ส่วนสำหรับงานป้อนข้อมูลควรอยู่ในช่วงระหว่าง 500-700 ลักซ์
          – การจัดวางตำแหน่ง Work Station  ควรมีระยะทางที่เหมาะสม และแสงสว่างกระจายอย่างทั่วถึงตามที่แนะนำไปตามแต่ลักษณะงาน
          – ระยะจากสายตามายังจอคอมพิวเตอร์ ควรมีมุมก้มประมาณ 20 องศา ระยะห่าง 18-22 นิ้ว 
          – การวางตำแหน่งมือที่แป้นพิมพ์ ข้อศอกควรตั้งฉากกับลำตัว (ประมาณ 90-120 องศา) เพื่อลดแรงยกที่หัวไหล่
          – การจับ Mouse ไม่ควรให้ข้อมืออยู่ในตำแหน่งที่บิด
          – เอียงออกทางด้านนอกลำตัว ควรจับในท่าที่ข้อมือเอียง หรือบิดน้อยที่สุด
          – สะโพกทำมุมประมาณ 95-110 องศา กับลำตัว ซึ่งเป็นมุมที่กล้ามเนื้อไม่ค่อยเกร็งตัว
          – หัวเข่าควรทำมุม 90 องศากับขา และมีที่รอง เท้า
          – เก้าอี้ ควรสามารถปรับระดับสูงต่ำ ตามสรีระของผู้ใช้งานได้ และต้องมีพนักพิงที่ปรับระดับได้ และที่พักแขน ส่วนเบาะรองนั่ง ควรมีลักษณะโค้งลาดลง ไม่เป็นสันคม และไม่กดที่ใต้ตำแหน่งของเข่าซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีเส้นเลือดพาดผ่านอยู่ และถ้าเป็นไปได้ ควรเลือกเก้าอี้ที่ออกแบบตามหลักการยศาสตร์ (Ergonomics Design)
          – ควรจัดแท่นวางเอกสารตรงหน้าผู้ปฏิบัติงานเพื่อเลี่ยงการเอี้ยวคอ หรือตัว และการวางเอกสารควรอยู่ในระยะมือเอื้อมถึง ไม่ต้องเอื้อมไปไกลมากเกินไป

          4. แนวทางการจัดสภาพงาน ในส่วนที่เกี่ยวกับช่วงระยะเวลาในการทำงาน
          – ทุกการทำงานต่อเนื่อง 2 ชั่วโมง ควรมีการหยุดพัก ประมาณ 10 นาที

 

                                                                                
                                                                                 
                                                                                    นพ.วิชนาท สีบุญเรือง 
                                                                                   แพทย์อาชีวเวชศาสตร์
                                                                                ประจำโรงพยาบาลวิภาวดี

           ขอบคุณข้อมูลของ โรงพยาบาลวิภาวดี และ วิชาการ.คอม
                                                                                                    www.vibhavadi.com

Written by irrigation3

มีนาคม 6, 2009 at 08:51

เขียนใน สุขภาพ