ร้อยเรื่องราว…น้ำ

ความรู้การบริหารจัดการน้ำ-สำนักชลประทานที่3

การเลี้ยงปลาในกระชัง กับการบริหารจัดการน้ำ ในแม่น้ำน่าน

with one comment

ด้วยในระยะ  ๒ – ๓ ปี ที่ผ่านมา การเลี้ยงปลาในกระชังในแม่น้ำน่าน มีการขยายพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ขาดการควบคุมช่วงเวลาและบริเวณที่จะเลี้ยงปลา (มีการเลี้ยงบริเวณน้ำตื้น) ทำให้เป็นปัญหา/อุปสรรค ในการบริหารจัดการน้ำมาโดยตลอด เพราะต้องให้เขื่อนสิริกิติ์ระบายน้ำเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้องควบคุมปริมาณน้ำไหลผ่านที่สถานีวัดน้ำ N๒B อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ ให้ได้อย่างน้อยวันละ ๗ ล้าน ลบ.ม. ด้วยอัตราการไหลเฉลี่ยคงที่ตลอด ๒๔ ชั่วโมง เป็นการช่วยเหลือปลาในกระชังในแม่น้ำน่าน บริเวณจังหวัดอุตรดิตถ์ จำนวนประมาณ ๔,๙๐๐ กระชัง นอกจากนี้ยังต้องระบายน้ำผ่านเขื่อนนเรศวรไม่น้อยกว่า ๑๐๐ ลบ.ม./วินาที หรือประมาณ ๘.๖๔ ล้าน ลบ.ม./วัน (ซึ่งในบางระยะเวลาพื้นที่เพาะปลูกในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างไม่ต้องการให้ เขื่อนสิริกิติ์ระบายน้ำเพิ่ม เนื่องจากปัญหาอุทกภัยยังไม่คลี่คลาย) เพื่อไม่ให้กระชังปลาที่บ้านท่าตะเคียน  ต.จอมทอง อ.เมือง จ.พิษณุโลก จำนวน ๕๐ กระชัง และในเขตบางกระทุ่ม อีกประมาณ ๓,๕๐๐ กระชัง ได้รับผลกระทบ

ข้อจำกัดสำหรับการบริหารจัดการน้ำในแม่น้ำน่าน เพื่อมิให้เกิดผลกระทบกับโครงการพัฒนาเกษตรชลประทานพิษณุโลก คือจะต้องควบคุมระดับน้ำเหนือเขื่อนนเรศวร ให้มีระดับน้ำไม่ต่ำกว่า +๔๗.๘๐ ม.(รทก.) ซึ่งมีพื้นที่เพาะปลูกในเขตชลประทานประมาณ ๖๕๗,๐๐๐ ไร่ เนื่องจากว่าในช่วงที่เขื่อนสิริกิติ์ระบายน้ำในปริมาณที่น้อย และเขื่อนนเรศวรจำเป็นต้องระบายน้ำไม่น้อยกว่า ๑๐๐ ลบ.ม.ต่อวินาที ในการช่วยเหลือกระชังปลาดังกล่าว จะมีผลให้ระดับน้ำเหนือเขื่อนนเรศวรลดต่ำกว่า +๔๗.๘๐ ม. (รทก.) จึงทำให้เกิดปัญหา อุปสรรค ในการบริหารจัดการน้ำได้

ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาในระยะยาว จึงควรกำหนดเกณฑ์การเลี้ยงปลาในกระชัง ดังนี้

๑. กำหนดให้เลี้ยงปลา บริเวณน้ำลึก มิให้เลี้ยงบริเวณน้ำตื้น

๒. จำกัดจำนวนกระชังปลา และจะต้องมีการขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

๓. กำหนดฤดูการเลี้ยงปลาที่เหมาะสม คือ ช่วงที่มีการส่งน้ำช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ให้กับลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ระหว่างเดือนมกราคม ถึง เดือนสิงหาคม โดยไม่ควรเลี้ยงในช่วงเดือน กันยายน ถึง เดือนธันวาคม เนื่องจากเป็นช่วงที่เขื่อนทำการกักเก็บน้ำและหลีกเลี่ยงการระบายน้ำเพราะ อาจเป็นการเพิ่มผลกระทบกับปัญหาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างได้

ImageImageImage

ImageImage

Advertisements

การบริหารจัดการน้ำหลาก ในเขต สชป.3 ปี 2554 – ตอนที่ 5

leave a comment »

เดือน สิงหาคม  2554

ครั้งที่ 1    ช่วงวันที่ 30 ก.ค. ถึง 8 ส.ค. 54

  

สาเหตุ : พายุโซนร้อน “นกเตน” (NOCK-TEN) ในทะเลจีนใต้ตอนกลางได้เคลื่อนตัวขึ้นฝั่งบริเวณประเทศเวียดนามตอนบนในวัน ที่ 30 ก.ค. และเคลื่อนตัวผ่านประเทศลาวพร้อมกับอ่อนกำลังเป็นพายุดีเปรสชันในวันที่ 31 ก.ค. ก่อนเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยบริเวณจังหวัดน่านในวันเดียวกัน จากนั้นได้อ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำและปกคลุมภาคเหนือของประเทศ ไทยบริเวณจังหวัดเชียงใหม่และแม่ฮ่อนสอนในเวลาต่อมา ส่งผลให้มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทยและอ่าวไทยมีกำลังแรงขึ้น ทำให้ประเทศไทยมีฝนกระจายถึงเกือบทั่วไปกับมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่

ปัญหา/อุปสรรค : เนื่องจากมีปริมาณฝนตกทั่วพื้นที่ทุกลุ่มน้ำเป็นบริเวณกว้าง ทั้งด้านเหนือเขื่อนและท้ายเขื่อน ทำให้สภาพน้ำท่าในลุ่มน้ำยมและลุ่มน้ำน่านเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ซึ่ง ในเขตเศรษฐกิจเทศบาลเมืองพิษณุโลก ในแม่น้ำน่านมีระดับน้ำวิกฤติอยู่ที่ +44.50 ม.รทก. (1,327 ลบ.ม./วินาที) โดยจะทำให้น้ำไหลย้อนเข้าท่อระบายน้ำและล้นตลิ่งในที่ลุ่มต่ำบางพื้นที่ จึงต้องหาแนวทางการบริหารจัดการน้ำให้เกิดผลกระทบกับพื้นที่ดังกล่าวให้น้อย ที่สุด

ปัญหา ที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือพื้นที่การเกษตรซึ่งเป็นแก้มลิงธรรมชาติ มีน้ำท่วมขังในพื้นที่แล้ว จึงสามารถใช้พื้นที่เก็บน้ำได้อีกบางส่วนเท่านั้น

และมีพื้นที่น้ำท่วมในเขตความรับผิดชอบของ สชป.3 ดังนี้

จ.อุตรดิตถ์ ที่ อ.พิชัย ประมาณ 5,000 ไร่

จ.พิษณุโลก ในลุ่มน้ำยม ที่ อ.พรหมพิราม ประมาณ 28,900 ไร่ อ.บางระกำ ประมาณ 13,000 ไร่ และที่ อ.เมือง ประมาณ 20,000 ไร่ รวมพื้นที่น้ำท่วมทั้งสิ้นประมาณ 61,900 ไร่

จ.พิจิตร อ.สามง่าม 35,000 ไร่ อ.โพธิ์ประทับช้าง 5,000 ไร่ อ.บึงนาราง 2,700 ไร่ อ.โพทะเล 5,000 ไร่ อ.เมือง 11,500 ไร่ อ.ตะพานหิน 9,300 ไร่ อ.บางมูลนาก 12,500 ไร่ รวมทั้งสิ้น 81,500 ไร่

จ.นครสวรรค์ อ.เมือง 7,000 ไร่ อ.ชุมแสง 8,500 ไร่ รวมทั้งสิ้น 15,500 ไร่

ประกอบ กับเขื่อนสิริกิติ์ จำเป็นต้องทำการบริหารน้ำในเขื่อนให้อยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย เนื่องจากมีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนปริมาณมาก โดยการเพิ่มการระบายน้ำจากประมาณวันละ 12 ล้าน ลบ.ม. เป็นวันละประมาณ 50 ล้าน ลบ.ม. มีผลให้เกิดน้ำเท้อไหลย้อนผ่านคลองผันน้ำสวรรคโลก-พิชัย ลงสู่คลองน้ำไหลซึ่งเชื่อมกับแม่น้ำยมสายเก่า น้ำล้นตลิ่งเข้าท่วม ต.คอรุม อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ ประมาณ 5,000 ไร่ นอกจากนี้ปริมาณน้ำดังกล่าวยังไหลเข้าสู่ เขต อ.พรหมพิราม อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก สบทบกับปริมาณน้ำของแม่น้ำยมที่ล้นตลิ่งมาจาก จ.สุโขทัย ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวมีน้ำท่วมขังอยู่แล้วประมาณ 25,000 ไร่ พื้นที่น้ำท่วมจึงขยายเพิ่มเป็น 70,000 ไร่ ปริมาณน้ำยังไหลเข้าท่วมพื้นที่ อ.พรหมพิราม ประมาณ 43,000 ไร่ และระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นโดยเฉลี่ยต่ำกว่าคันกั้นน้ำเขตโครงการฯพลายชุมพล 5-10 ซม. ตลอดแนว สชป.3 ได้ดำเนินการป้องกันจุดที่คันกั้นน้ำมีระดับต่ำ โดยมีเจ้าหน้าที่เฝ้าติดตามตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อไม่ให้น้ำไหลข้ามคันกั้นน้ำเข้าท่วมพื้นที่ในเขตโครงการฯ พลายชุมพลได้

การบริหารจัดการน้ำ :

1. สชป.3 และ 4 ได้ประชุม/หารือ ร่วมกันในวันที่ 1 ส.ค.54 เพื่อกำหนดแนวทางการบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำยมและน่าน

2. แม่น้ำน่าน มีการบริการจัดการน้ำดังนี้

– เขื่อนนเรศวรเริ่มลดระดับเหนือเขื่อน 1 ส.ค.2554 เวลา 13.00 น. 10 เซนติเมตร/ชั่วโมง จนกว่าจะมีอัตราการระบายน้ำ ประมาณ 1,100-1,200 ลบ.ม./วินาที ที่เหลือจะทำการกักเก็บไว้เหนือเขื่อน (เพื่อพร่องน้ำเตรียมรับมวลน้ำที่จะเข้ามา)

– ลดการระบายน้ำจากเขื่อนแควน้อย ลงจาก 80 ลบ.ม./วินาที เหลือ 10 ลบ.ม./วินาที ในวันที่ 1 ส.ค.

แม่น้ำยม มีการบริการจัดการน้ำดังนี้

– ระบายน้ำผ่านหาดสะพานจันทร์ 1,400 – 250 = 1,150 ลบ.ม./วินาที

– ระบายน้ำเข้าคลองหกบาท 250 ลบ.ม./วินาที

– ระบายน้ำผ่านคลองผันน้ำสวรรคโลก-พิชัย 100 ลบ.ม./วินาที

– ระบายน้ำลงสู่แม่น้ำยมสายเก่า 150 ลบ.ม./วินาที

– คลองระบายน้ำ DR 15.8, และ DR 2.8 ยกบานลอย

3. ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทราบ และแจ้งให้กรมฯ ทราบในการติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

4. มีการประยุกต์ใช้สื่อ Internet เช่น สังคมออนไลน์ ต่างๆ (Facebook ,Twitter) สร้างเครือข่ายกับหน่วยงานอื่นและผู้ที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันแจ้งข่าวสาร/ประชาสัมพันธ์/เสนอแนวคิด/เตือนภัย/เสริมสร้างความเข้า ใจเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังมีการรายงานสถานการณ์น้ำด้วย Smartphone ในการส่งรายงาน,รูปภาพพร้อมพิกัด โดยตรงกับผู้บริหารของกรมฯ เพื่อให้ทราบสถานการณ์ต่างๆ ทันต่อเหตุการณ์

จากการดำเนินการดังกล่าว สามารถทำให้เขตเทศบาลเมืองพิษณุโลกรอดพ้นจากภาวะวิกฤติน้ำท่วมในครั้งนี้ได้

Written by irrigation3

ธันวาคม 7, 2011 at 11:44

ข้อเท็จจริง เรื่อง การระบายน้ำของเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ปี 2554

leave a comment »

เป็นบทความส่วนหนึ่งโดย เว็บบอร์ดของ http://www.changrob.com/ จาก การสัมภาษณ์ ดร.ชัย วัชรงค์ ทางสถานี TNN24 พูดเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำ ปี 2554 สามารถชมคลิปวืดิโอได้ที่ http://youtu.be/zZderLzvZJQ

ข้อเท็จจริง เรื่อง การระบายน้ำของเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์

๑. การบริหารจัดการน้ำในเขื่อนของ กฟผ. ทำอย่างไร

เขื่อน ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ทุกเขื่อนเป็นเขื่อนเอนกประสงค์ มีหน้าที่กักเก็บน้ำไว้เพื่อใช้ประโยชน์ด้านการเกษตรกรรม การอุปโภคบริโภค การอุตสาหกรรมและการบรรเทาอุทกภัยเป็นหลัก ส่วนการผลิตกระแสไฟฟ้าเป็นเพียงผลพลอยได้จากการปล่อยน้ำผ่านเครื่องกำเนิด ไฟฟ้าตามปริมาณ เพื่อการใช้ประโยชน์ที่กล่าวข้างต้น

ทั้งนี้ การบริหารจัดการน้ำในเขื่อนของ กฟผ. ตามหลักการจะควบคุมให้ระดับน้ำ อยู่ในกรอบของ “เกณฑ์ควบคุมระดับน้ำ” (Rule Curve) ซึ่งมีอยู่ ๒ เกณฑ์ คือ “เกณฑ์ควบคุมระดับน้ำตัวล่าง” (Lower Rule Curve) และ “เกณฑ์ควบคุมระดับน้ำตัวบน” (Upper Rule Curve) โดยในการจัดทำเกณฑ์ควบคุมระดับน้ำนั้น ได้นำปัจจัยและข้อมูลของปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำและความต้องการใช้น้ำ ของพื้นที่ท้ายเขื่อนในรอบกว่า ๓๐ ปี มาประกอบการจัดทำ ทั้งนี้ยังได้ทำการปรับปรุงตามสภาวการณ์เป็นระยะๆ

· เกณฑ์ควบคุมระดับน้ำตัวล่าง(Lower Rule Curve) จะทำหน้าที่บอกให้ทราบว่า หากเก็บน้ำไว้ต่ำกว่าระดับนี้ จะมีความเสี่ยงเรื่องการขาดแคลนน้ำในปีหน้า

· เกณฑ์ควบคุมระดับน้ำตัวบน(Upper Rule Curve) จะทำหน้าที่บอกให้ทราบว่า หากเก็บน้ำไว้สูงกว่าระดับนี้จะมีความเสี่ยงเรื่อง น้ำล้นเขื่อนจนอาจต้องเปิดประตูระบายน้ำล้น (Spillway)

ในสภาวการณ์ ปกติ เขื่อนจะควบคุมไม่ให้ระดับน้ำต่ำกว่า เกณฑ์ควบคุมระดับน้ำตัวล่างในช่วงฤดูแล้ง และช่วงฤดูฝน เขื่อนก็จะพยายามระบายน้ำเพื่อไม่ให้ระดับน้ำสูงเกินเกณฑ์ควบคุมระดับน้ำตัว บน ดังนั้นเกณฑ์ควบคุมระดับน้ำจึงเปรียบเสมือนเกณฑ์ที่คอยควบคุมระดับน้ำใน เขื่อนให้มีปริมาณน้ำเก็บกักที่เหมาะสมตามสภาวการณ์ของปริมาณน้ำทั้งเหนือ เขื่อนและสภาพน้ำในลุ่มน้ำท้ายเขื่อน เพื่อให้มีน้ำไว้ใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดในภาพรวมตลอดทั้งปี

ตัวอย่างในปี พ.ศ. ๒๕๔๙ ซึ่งเป็นปีน้ำมาก

กราฟแสดงการเก็บน้ำของเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ในปี ๒๕๕๔

 

 

สำหรับ การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาจะดำเนินการโดยคณะอนุกรรมการ ติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ที่มีอธิบดีกรมชลประทานเป็นประธาน และอีก ๘ หน่วยงานร่วมเป็นกรรมการ ประกอบด้วย กรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร กรมทรัพยากรน้ำ กรมอุทกศาสตร์ สำนักการระบายน้ำ กทม. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราช ดำริ(สำนักงาน กปร.) และ กฟผ. โดยคณะอนุกรรมการฯ จะติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดและร่วมกันพิจารณาปริมาณน้ำที่เหมาะสมที่ จะต้องระบายออกจากเขื่อนทุกสัปดาห์หรือทุกวัน

๒. ทำไมเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์จึงไม่ระบายน้ำออกมาก่อนในช่วงต้นฤดูฝนปีนี้

ช่วง ต้นฤดูฝนปีนี้ ณ วันที่ ๑ พ.ค. เขื่อนภูมิพลมีปริมาณน้ำเก็บกัก ๖,๐๗๖ ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ ๔๕.๑ ของความจุ เขื่อนสิริกิติ์มีปริมาณน้ำเก็บกัก ๔,๗๘๔ ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ ๕๐.๓ ของความจุ ซึ่งเมื่อเทียบกับเกณฑ์ควบคุมระดับน้ำ (Rule Curve) ที่ใช้เป็นกรอบในการปฏิบัติการบริหารจัดการน้ำของเขื่อนแล้วถือว่าอยู่ใน เกณฑ์ที่ต่ำมาก ซึ่งตามแนวปฏิบัติของการบริหารจัดการน้ำตามสถิติข้อมูลที่ใช้อ้างอิง จะต้องเก็บกักน้ำไว้ เพื่อให้สามารถมีน้ำไว้ใช้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดในภาพรวมตลอดทั้งปี ดังนั้นปริมาณน้ำที่ระบายน้ำออกจากเขื่อนในช่วงนี้จึงเป็นไปตามความต้องการ ใช้เพื่อการเกษตรกรรมและสาธารณูปโภคเป็นหลัก

ต่อมามีพายุเข้ามาหลาย ลูกได้แก่ “ไหหม่า” (ปลาย มิ.ย.-ก.ค.) “นกเตน” (ปลาย ก.ค.-ส.ค.) พายุโซนร้อน “ไหถ่าง” และ “เนสาด” (เดือน ก.ย.) และ “นาลแก” (เดือน ต.ค.)

ทำ ให้มีฝนตกทั้งบริเวณเหนือเขื่อนและท้ายเขื่อนรวมทั้งพื้นที่ในภาคกลาง เกิดภาวะน้ำท่วมในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างและภาคกลาง นอกจากนั้นในลุ่มน้ำวังและลุ่มน้ำยมไม่มีเขื่อนขนาดใหญ่รองรับน้ำ ดังนั้นแม้จะพยายามระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ก็มีข้อจำกัด ในการระมัดระวังผลกระทบต่อพื้นที่น้ำท่วมท้ายเขื่อน

๓. ทำไมเขื่อนต้องระบายน้ำผ่านประตูระบายน้ำล้น (Spillway) เพิ่มขึ้นนอกเหนือจากการปล่อยน้ำผ่านการผลิตกระแสไฟฟ้า

ใน ปีนี้เขื่อนภูมิพลมีการระบายน้ำผ่านประตูระบายน้ำล้น ระหว่างวันที่ ๕-๑๓ ต.ค. และ ๑๘-๒๐ ต.ค. ส่วนเขื่อนสิริกิติ์มีการระบายน้ำผ่านประตูระบายน้ำล้น ระหว่างวันที่ ๒๕ ส.ค. – ๑๑ ก.ย. ๒๕๕๔

การที่ทั้ง ๒ เขื่อนจำเป็นต้องระบายน้ำเพิ่มขึ้นผ่านประตูระบายน้ำล้น นอกเหนือจากการระบายน้ำผ่านการผลิตกระแสไฟฟ้า เนื่องจากขณะนั้นมีปริมาณน้ำใกล้เต็มความจุของอ่างเก็บน้ำ และจากการติดตามข้อมูลปริมาณน้ำที่ไหลเข้าอ่างฯ ยังมีแนวโน้มที่มีปริมาณสูงอยู่ จึงจำเป็นต้องระบายน้ำออกเพิ่มมากขึ้น เพื่อควบคุมไม่ให้ระดับเก็บกักน้ำเกินความจุของอ่าง ซึ่งจะมีผลกระทบต่อความมั่นคงปลอดภัยของเขื่อนและอาคารประกอบ ทั้งนี้ในระหว่างการระบายน้ำผ่านประตูระบายน้ำล้น ก็ได้มีการเฝ้าติดตามสถานการณ์น้ำที่ไหลเข้าอ่างฯ อย่างใกล้ชิด เมื่อพบว่ามีแนวโน้มลดลงก็ให้ลดปริมาณการระบายน้ำ จนปัจจุบันไม่มีการระบายน้ำผ่านประตูระบายน้ำล้นจากเขื่อนทั้งสอง

๔. เขื่อนต้องการเก็บน้ำไว้มากเพื่อประโยชน์ในการผลิตกระแสไฟฟ้าหรือไม่

การ ผลิตกระแสไฟฟ้าจากเขื่อนไม่ใช่วัตถุประสงค์หลักของการบริหารจัดการน้ำใน เขื่อน แต่เป็นผลพลอยได้จากการระบายน้ำตามความต้องการใช้น้ำเพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ อาทิ การอุปโภค บริโภค การเกษตรกรรม รวมทั้งการบรรเทาอุทกภัย ซึ่งการบริหารจัดการเรื่องปริมาณน้ำที่จะต้องระบายออก ในช่วงเวลาใดๆ ในรอบปี อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้ม สถานการณ์น้ำ ที่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นคณะกรรมการ โดยมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อพิจารณาตัดสินใจบริหารน้ำร่วมกันอย่างใกล้ชิด

นอก จากนี้การเก็บกักน้ำไว้เพื่อใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าจะไม่ก่อให้เกิดผล ประโยชน์ในเรื่องรายได้ที่เพิ่มขึ้นต่อ กฟผ. แต่ประการใด ทั้งนี้เนื่องจากในระบบโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าปัจจุบัน คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานกำหนดให้ กฟผ. ได้รับอัตราค่าไฟฟ้าในรูปแบบ “ผลตอบแทนเงินลงทุน” (ROIC) จึงไม่มีแรงจูงใจให้ กฟผ. จะต้องเก็บกักน้ำไว้ในปริมาณมากๆ แต่อย่างใด ดังนั้น ปัจจุบันการระบายน้ำจากเขื่อนจึงเป็นไปตามความจำเป็นทางด้านเกษตรกรรม การบรรเทาอุทกภัย และสาธารณูปโภคเป็นหลัก

๕.ปัจจุบันเขื่อนลดปริมาณการปล่อยน้ำลงแล้ว แต่ทำไมน้ำยังท่วมอยู่

ปัจจุบัน (๒๙ ต.ค. ๕๔) เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์มีการระบายน้ำออกรวมกันวันละ ๕๓ ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นปริมาณน้ำไหลผ่านจังหวัดนครสวรรค์เพียงประมาณ ๖๑๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หรือคิดเป็นร้อยละ ๑๖.๗ ของมวลน้ำที่ไหลผ่านจังหวัดนครสวรรค์ราว ๓,๖๕๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ดังนั้นการระบายน้ำจากทั้งสองเขื่อนจึงไม่ใช่สาเหตุหลักของปัญหาน้ำท่วม ซึ่งน้ำที่ผ่านจังหวัดนครสวรรค์มาจากแม่น้ำหลัก ๔ สาย คือ ปิง วัง ยม และน่าน ขณะที่มีเขื่อนขนาดใหญ่กั้นอยู่เพียง ๒ สาย คือ แม่น้ำปิงและน่าน ปริมาณน้ำส่วนที่เหลือจึงมาจากแม่น้ำยมและวัง รวมทั้งน้ำที่ค้างอยู่ตามทุ่งไหลลงมา ซึ่งมีปริมาณรวมถึงร้อยละ ๘๓.๓ ของน้ำที่ผ่านจังหวัดนครสวรรค์ แล้วไหลสู่กรุงเทพฯและปริมณฑลไปรวมกับมวลน้ำที่ยังค้างอยู่ตามไร่นา จากสภาวะน้ำท่วมพื้นที่ภาคกลาง ตั้งแต่ช่วงเดือน ส.ค. – ก.ย. ทำให้มวลน้ำที่หลากเข้าสู่กรุงเทพฯ ยังคงมีปริมาณมาก

นอกจากนี้แล้ว เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ยังช่วยเก็บกักน้ำปริมาณจำนวนมากไว้ในช่วงเดือน ส.ค.-ก.ย. เพื่อบรรเทาสภาวะน้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลาง ซึ่งแม้ว่าจะมีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำทั้งสองเขื่อนมากถึง ๑๐,๙๔๐ ล้านลูกบาศก์เมตร แต่มีการระบายน้ำออกรวมกันเพียง ๔,๙๑๕ ล้านลูกบาศก์เมตร โดยได้เก็บกักน้ำไว้รวมทั้งสิ้น ๖,๐๒๕ ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งหากปริมาณน้ำจำนวนนี้ไม่ได้ถูกเก็บกักไว้ในเขื่อนทั้งสอง จะส่งผลกระทบต่อภาวะน้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลางมากขึ้น

ขอขอบคุณ http://www.changrob.com

Written by irrigation3

พฤศจิกายน 28, 2011 at 15:04

การบริหารจัดการน้ำหลาก ในเขต สชป.3 ปี 2554 – ตอนที่ 4

leave a comment »

เดือน กรกฎาคม  2554

สาเหตุ : เกิดร่องมรสุมพาดผ่านตอนบนของประเทศ มีฝนตกหนักในพื้นที่ลุ่มน้ำยมตอนบนจังหวัดพะเยา ลำปาง แพร่ และจ.สุโขทัย ทำให้แม่น้ำยมมีระดับและปริมาณเพิ่มสูงขึ้น ณ สถานีวัดน้ำ Y.1C (บ้านน้ำโค้ง อ.เมือง จ.แพร่) วันที่ 17 กรกฎาคม 2554 เวลา 07.00 น. วัดได้ 6.81 ม. ปริมาณน้ำไหลผ่าน 731.50 ลบ.ม./วินาที

ดัง นั้น โครงการฯ สุโขทัย จึงขอผันน้ำเข้าคลองหกบาท ประมาณ 150 ลบ.ม./วินาที ลงสู่คลอง ยม-น่าน ประมาณ 80 ลบ.ม./วินาที และคลองแม่น้ำยมสายเก่า ประมาณ 70 ลบ.ม./วินาที โดยเริ่มการระบาย ตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2554 เป็นต้นไป

ปัญหา/อุปสรรค : ในแม่น้ำยมสายเก่ายังมีน้ำท่วมขังในที่ลุ่มต่ำและ ปริมาณน้ำท่าในลุ่มน้ำน่านมีปริมาณมาก ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำน่านสูง เป็นอุปสรรคในการผันน้ำจากแม่น้ำยมลงสู่แม่น้ำน่าน

ข้อมูลจากดาวเทียม RADARSAT-2 บันทึกภาพวันที่ 16 กรกฎาคม 2554 เวลา 06.19 น.  

การบริหารจัดการน้ำ :

1. เพิ่มระดับกักเก็บน้ำเหนือเขื่อนนเรศวรจาก +47.50 ม. (รทก.) เป็น +47.80 ม.(รทก.) เพื่อลดศักยภาพการระบายน้ำของลำน้ำสาขาเป็นการชะลอน้ำจากพื้นที่ตอนบนของ เขื่อนนเรศวร

2. ลดการระบายน้ำจากเขื่อนแควน้อย จากวันละ 8.64 ล้าน ลบ.ม. (100 ลบ.ม./วินาที) เหลือวันละ 4.3 ล้าน ลบ.ม. (50 ลบ.ม./วินาที)

3. ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทราบ

เขื่อนสิริกิติ์ได้ดำเนินการระบายน้ำตามแผนฯ ไม่ได้ปรับลดการระบายน้ำแต่อย่างใด

สภาพน้ำในเขื่อน/อ่างเก็บน้ำ : ณ วันที่ 20 ก.ค.54 เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน 8,553 ล้าน ลบ.ม. (คิดเป็น 52.40% ของปริมาณน้ำใช้การทั้งหมด)

 ณ วันที่ 20 ก.ค.54 เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน มีปริมาณน้ำเพียง 40.48% ใช้การได้ 37.62%

Written by irrigation3

พฤศจิกายน 28, 2011 at 10:13

การบริหารจัดการน้ำหลาก ในเขต สชป.3 ปี 2554 – ตอนที่ 3

leave a comment »

เดือน มิถุนายน 2554

  

สาเหตุ : เกิดฝนตกหนักเนื่องจากอิทธิพลของดีเปรสชั่นไหหม่าใน พื้นที่ลุ่มน้ำยมตอนบน (พะเยา,แพร่,และสุโขทัย) ที่สถานีวัดน้ำ Y.20 บ้านห้วยสัก อ.สอง จ.แพร่ ในวันที่ 26 มิถุนายน 2554 วัดปริมาณฝนได้ 113 ม.ม. และในวันที่ 28 มิถุนายน 2554 วัดปริมาณน้ำไหลผ่าน 1,017 ลบ.ม./วินาที เพื่อเป็นการตัดยอดน้ำไม่ให้เกิดผลกระทบกับชุมชนเมืองสุโขทัยมากนัก โครงการชลประทานสุโขทัยจึงได้ผันน้ำจากแม่น้ำยมผ่านคลองหกบาทลงสู่แม่น้ำยม สายเก่าอัตรา 200 ลบ.ม./วินาที (ศูนย์อุทกฯ ได้ตรวจวัดได้ 255 ลบ.ม./วินาที) (28 มิ.ย.54)

ปัญหา/อุปสรรค : เนื่องจากสภาพที่พื้นที่มีดินที่อิ่มตัวแล้วจากน้ำท่วมครั้งแรก และมีน้ำบางส่วนที่ยังระบายไม่ออกเพราะเป็นที่ลุ่มต่ำ จึงทำให้มีพื้นที่น้ำท่วมเกิดขึ้น โดยมีน้ำท่วมเขต อ.พรหมพิราม 11,219 ไร่, อ.บางระกำ 7,618 ไร่

การบริหารจัดการน้ำ :

1. สชป.3 ได้ประสาน กรมชลประทานและเขื่อนสิริกิติ์ (กฟผ.) ลดการระบายน้ำตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายน 2554

2. จากการคาดการณ์ มวลน้ำจาก จ.แพร่ จะเดินทางถึง ปตร.หาดสะพานจันทร์ อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย ประมาณวันที่ 28 มิถุนายน 2554 (ใช้เวลา 2-3 วัน) สชป.3 จึงพยายามพร่องน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำยมตอนล่างรวมทั้งแม่น้ำยมสายเก่า โดยการผันน้ำผ่านคลองระบายน้ำ DR.2.8 และ DR.15.8 ของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพลายชุมพล ลงสู่แม่น้ำน่านให้ได้มากที่สุด โดยการควบคุมระดับน้ำในแม่น้ำน่านให้ลดต่ำลง เพื่อเตรียมรับสถานการณ์หากมีการตัดยอดน้ำในแม่น้ำยมไม่ให้ไหลเข้า อ.เมืองสุโขทัย มาลงสู่แม่น้ำยมสายเก่า ซึ่งอาจเกิดผลกระทบราษฎรบริเวณดังกล่าว ทั้งนี้ได้ให้โครงการฯ พิษณุโลกแจ้งเตือนให้ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก และผู้เกี่ยวข้องทราบ

3. ประสานกับกรมฯ เนื่องจากคาดว่ามวลน้ำดังกล่าวจะเดินทางถึงเขื่อนเจ้าพระยาอีกประมาณ 2-3 สัปดาห์ถัดไป จึงเห็นควรให้เขื่อนเจ้าพระยาลดระดับน้ำเหนือเขื่อนลงบ้าง เพื่อเป็นการพร่องน้ำในพื้นที่และเพิ่มศักยภาพการระบายน้ำของลำน้ำสาขา เป็นการเตรียมพร้อมการรับสถานการณ์น้ำหลากจากลุ่มน้ำตอนบน และปริมาณฝนที่อาจจะเกิดขึ้นจากความกดอากาศต่ำในบริเวณภาคกลางอีกด้วย

4. โครงการฯ พิษณุโลกได้ว่าจ้างรถแบ็คโฮของเอกชน ขุดดินกลบหลังท่อ ขุดดินป้องกันน้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้น

5. ส่งเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ของกรมชลประทานไปทำการสูบน้ำออกจากพื้นที่ท่วม ขัง จำนวน 10 เครื่อง ไปติดตั้งที่ หมู่ที่ 8 ต.หนองแขม 3 เครื่อง, หมู่ที่ 8,10 ต.ท่าช้าง 5 เครื่อง, หมู่ที่ 11 ต.พรหมพิราม  2 เครื่อง

6. โครงการฯ พิษณุโลก ได้ประสานกองทัพภาคที่ 3 ได้ส่งกำลังทหารมาช่วยนำกระสอบทรายเสริมคันดินคลอง เพื่อป้องกันน้ำเข้าท่วมบ้านเรือนราษฎร ต.ท่าช้าง จำนวน 40 นาย

7. โครงการฯ พิษณุโลก ได้ขอความร่วมมือจากสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย FM.94.25 เวลา 06.00 น. เพื่อรายงานสถานการณ์น้ำให้กับประชาชนเกษตรกรได้รับทราบล่วงหน้าทุกวัน

8. ในส่วนของจังหวัดโดยผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก ดร.ปรีชา เรืองจันทร์ ได้ให้ความสำคัญเรื่องของการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยของจังหวัดเป็น อย่างมาก และได้ออกตรวจติดตามสถานการณ์น้ำด้วยตนเองทุกวัน

9. สชป.3 ได้ประชุม/หารือ ร่วมกับ สชป.4 หาแนวทางบริหารจัดการน้ำหลากในโคร่งข่ายน้ำยมให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพใน วันที่ 15 มิถุนายน 2554

    อย่างไรก็ตามหลังจากสถานการณ์เริ่มคลี่คลายลง ได้ประสานกับเขื่อนสิริกิติ์ให้เพิ่มการระบายน้ำตามแผนการส่งน้ำปกติ โดยไม่ให้เกิดผลกระทบกับท้ายน้ำ

สภาพน้ำในเขื่อน/อ่างเก็บน้ำ : ณ วันที่ 30 มิ.ย.54 เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน 7,175 ล้าน ลบ.ม. (คิดเป็น 43.96% ของปริมาณน้ำใช้การทั้งหมด)

Written by irrigation3

พฤศจิกายน 17, 2011 at 09:50

การบริหารจัดการน้ำหลาก ในเขต สชป.3 ปี 2554 – ตอนที่ 2

leave a comment »

2.สถานการณ์อุทกภัยและการบริหารจัดการน้ำ ในเขต สชป.3 ช่วงเดือน พ.ค. 54 ถึง เดือน ส.ค.54

เดือน พฤษภาคม 2554

สาเหตุ : มีความกดอากาศต่ำปกคลุมบริเวณภาคเหนือ ทำให้มีฝนตกหนักในพื้นที่ลุ่มน้ำยมตอนบน ในเขต จ.พะเยา แพร่ และสุโขทัย อย่างต่อเนื่องหลายวัน สถานีวัดน้ำฝน Y.20 วัดได้ 46 ม.ม. (วันที่ 9 พ.ค.54) , 69 ม.ม. (วันที่ 10 พ.ค.54) ทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีปริมาณน้ำไหลผ่านสถานีวัดน้ำ Y.20 บ้านห้วยสัก อ.สอง จ.แพร่ ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2554 ประมาณ  712 ลบ.ม./วินาที และปริมาณน้ำดังกล่าวได้ไหลผ่าน สถานีวัดน้ำ Y.14 อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย ในวันที่  13 พฤษภาคม 2554 ประมาณ 650 ลบ.ม./วินาที  ดังนั้น โครงการชลประทานสุโขทัย จึงได้ผันน้ำผ่านคลองหกบาทลงสู่แม่น้ำยมสายเก่าประมาณ 100 ลบ.ม./วินาที (เพื่อบรรเทาความเสียหายเขตชุมชน อ.เมืองสุโขทัย) ทำให้เกิดผลกระทบบริเวณ  ต.บ้านกร่าง อ.เมืองพิษณุโลก และ ต.ชุมแสงสงคราม อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ถูกน้ำท่วมประมาณ 1,000 ไร่

 

ปัญหา/อุปสรรค : เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงรอยต่อระหว่างฤดูแล้ง และต้นฤดูฝน ซึ่งเกษตรกรมีการสร้างทำนบดินชั่วคราวปิดกั้นในแม่น้ำยมและแม่น้ำยมสายเก่า เป็นช่วงๆ ตลอดทั้งลำน้ำไว้ เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในการเกษตร เมื่อมีน้ำหลากจึงกลายเป็นสิ่งกีดขวางทางน้ำ

 

การบริหารจัดการน้ำ : สชป.3 ได้เฝ้าติดตามสภาพอากาศ และน้ำท่าในลุ่มน้ำที่รับผิดชอบอย่างใกล้ชิด เมื่อเกิดหย่อมความกดอากาศต่ำ บริเวณภาคเหนือ และทำให้มีฝนตกหนักในพื้นที่ลุ่มน้ำยมตอนบน สชป.3 ได้ดำเนินการพร่องน้ำในพื้นที่โครงข่ายน้ำในเขต อ.พรหมพิราม และ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก โดยการผันน้ำจากแม่น้ำยมลงสู่แม่น้ำน่านผ่านคลองระบาย DR.15.8 และ DR.2.8 ประมาณวันละ 9 – 10 ล้าน ลบ.ม. ตั้งแต่วันที่ 11 พฤษภาคม 2554 เป็นต้นมา แต่เนื่องจากมีสิ่งกีดขวางทางน้ำ (ทำนบดิน) ในแม่น้ำยมสายเก่า ทำให้ศักยภาพในการระบายน้ำลดลง จึงต้องมีการประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทำการรื้อถอนทำนบดินดังกล่าว เหตุการณ์ครั้งนี้มีพื้นที่ในเขตรับผิดชอบได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมบ้างเล็ก น้อย


สภาพน้ำในเขื่อน/อ่างเก็บน้ำ : ณ วันที่ 17 พ.ค.54 เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน 4,700 ล้าน ลบ.ม. (คิดเป็น 28.80% ของปริมาณน้ำใช้การทั้งหมด)

Written by irrigation3

พฤศจิกายน 15, 2011 at 11:13

การบริหารจัดการน้ำหลาก ในเขต สชป.3 ปี 2554 – ตอนที่ 1

leave a comment »

เมื่อ เข้าสู่ฤดูฝนของทุกปี  สำนักชลประทานที่ 3 เป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีบทบาทในการดำเนินการป้องกันเฝ้าระวัง และแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่รับผิดชอบ  ทั้งพื้นที่การเกษตรและพื้นที่ชุมชน  จะดำเนินการติดตามเฝ้าระวังสภาพอากาศ สภาพน้ำฝน และสภาพน้ำท่าอย่างใกล้ชิด ตลอดจนสั่งการให้โครงการชลประทาน เตรียมความพร้อมในด้านต่าง ๆ รวมทั้งการตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของอาคารชลประทาน และระบบป้องกันน้ำท่วมที่อยู่ในความรับผิดชอบให้มีความพร้อมใช้งานได้ตลอด เวลา นอกจากนั้น ยังได้ร่วมปฏิบัติงานกับหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง   ในการจัดทำแผนแบบบูรณาการ การแจ้งข่าวสถานการณ์น้ำ รวมถึงการปฏิบัติการเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาระหว่างเกิดเหตุการณ์

1.การบริหารจัดการน้ำของเขื่อน/อ่างเก็บน้ำ เพื่อการเกษตร ในเขต สชป.3 (ก่อนการเกิดอุทกภัย) ช่วงเดือน พ.ย. 53 ถึง เดือน เม.ย.54

สภาพ น้ำในเขื่อนต่างๆ ณ วันที่ 1 พ.ย.53 เขื่อนภูมิพล มีปริมาณน้ำใช้การได้ 49% เขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาณน้ำใช้การได้ 74% และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน มีปริมาณน้ำใช้การได้ 100%

กรม ชลประทาน ได้กำหนดแผนการส่งน้ำ ฤดูแล้ง ตั้งแต่เดือน พ.ย. ถึง เม.ย. และฤดูฝน ตั้งแต่เดือน มิ.ย. ถึง ต.ค. ของทุกปี สำหรับแผนการจัดสรรน้ำเพื่อการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2553/54 มีแผนการใช้น้ำจากเขื่อนภูมิพลและสิริกิติ์รวม 6,800 ล้าน ลบ.ม. และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน 600 ล้าน ลบ.ม.

และแผนการจัดสรรน้ำเพื่อการเพาะปลูกพืชฤดูฝน ปี 2554 โดยมีแผนการใช้น้ำจากเขื่อนภูมิพลและสิริกิติ์รวมอีกประมาณ 4,000 ล้าน ลบ.ม. และ

เขื่อนแควน้อยบำรุงแดนอีกประมาณ 400 ล้าน ลบ.ม.

ซึ่ง แผนการจัดสรรน้ำเพื่อการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2553/54 ได้วางแผนให้มีการระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพลและสิริกิติ์มากกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากมีปริมาณน้ำต้นทุนเพียงพอ

ใน การวางแผนการจัดสรรน้ำเพื่อการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2553/54 หลังจากสิ้นสุดแผนการส่งน้ำ ประมาณเดือน เม.ย. จะเหลือปริมาณน้ำในเขื่อนสิริกิติ์ ประมาณ 4,300 ล้าน ลบ.ม. (เป็นปริมาณน้ำใช้การได้เพียง 1,450 ล้าน ลบ.ม.) ซึ่งยังมีความเสี่ยงในการขาดแคลนน้ำในช่วงนาปี หากมีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ประกอบกับในช่วงต้นเดือน พ.ค. กรมอุตุฯ ได้คาดหมายว่าประมาณเดือน มิ.ย. ถึง ก.ค. ฝนอาจจะทิ้งช่วง จึงทำให้ต้องมีการใช้น้ำอย่างระมัดระวังยิ่งขึ้น

ดังนั้นจึงมีผลการระบายน้ำของเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์สูงกว่าแผนที่วาง ไว้เพียงเล็กน้อย  ซึ่งที่ผ่านมาจะมีผลการใช้น้ำมากกว่าแผนประมาณ 30% มาโดยตลอด

และ เมื่อสิ้นสุดแผนการจัดสรรน้ำเพื่อการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2553/54  ณ วันที่ 1 พ.ค.54 เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน 4,209 ล้าน ลบ.ม. (คิดเป็น 25.79% ของปริมาณน้ำใช้การทั้งหมด) ขณะที่พื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปี มีความต้องการน้ำจากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ประมาณ 4,000 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งต้องพึ่งปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนในช่วงฤดูฝนเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดู แล้งของปีถัดไป หากมีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อน ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยก็จะทำให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำในปีถัดไปได้ ซึ่งกรมชลประทานได้บริหารจัดการน้ำภายใต้ขีดจำกัดของปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่น้อยกว่าความต้องการมาก เนื่องจากมีการขยายพื้นที่เพาะปลูกมากขึ้นทุกๆปี แต่มีการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อกักเก็บน้ำน้อยมาก

จะ เห็นได้ว่าหลังจากสิ้นสุดการส่งน้ำนาปรัง ประมาณเดือน เม.ย. ปริมาณน้ำในเขื่อน ต่ำกว่าเกณฑ์การกักเก็บน้ำต่ำสุด ประมาณ 3,000 ล้าน ลบ.ม.
ประมาณ 3,000 ล้าน ลบ.ม.

Written by irrigation3

พฤศจิกายน 15, 2011 at 10:05